ReadyPlanet.com


สัมมนา.....โลกร้อน


 

ครบ 15 ปีสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เตรียมจัดใหญ่สัมมนา "ลดโลกร้อน"

 

สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ผนึก 37 องค์กรภาครัฐ - เอกชน จัดสัมมนาวิชาการครอบรอบ 15 ปีการก่อตั้งสถาบันฯ เกาะกระแสประเด็นโลกร้อน ประธานสถาบันฯ เผยจะสรุปประเด็นสำคัญส่งตรงถึงนโยบายรัฐบาลแก้ปัญหา
       
       
เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปีการก่อตั้ง สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (สสท.) ร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.เตรียมจัดสัมมนาวิชาการ "ภาวะโลกร้อนในบริบทของสังคมไทย" ขึ้นในวันที่ 29 กรกฎาคม 51 นี้ ณ ศูนย์การประชุม อิมแพค เมืองทองธานี โดยแถลงข่าวจัดงานไปเมื่อวันที่ 15 ก.ค.51 ที่อัมรินทร์พลาซา กรุงเทพฯ
       
       
ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธาน สสท.เปิดเผยในงานแถลงข่าวซึ่งมีผู้จัดการวิทยาศาสตร์ร่วมงานว่า การสัมมนาวิชาการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อกระตุ้นเตือนสังคมไทยให้หันมาใส่ใจในปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ที่นับวันผลกระทบจะยิ่งรุนแรงขึ้น
       
       
โดยเฉพาะกับประเทศเขตร้อนใกล้เส้นศูนย์สูตรอย่างประเทศไทยที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงมากแม้อุณหภูมิของอากาศจะสูงขึ้นเพียงเล็กน้อย โดยคนไทยจะนั่งรอปัญหาอีกไม่ได้แล้ว แต่จะต้องเริ่มแก้ปัญหากันตั้งแต่วันนี้ เพราะหากไม่ทำอะไรเลยจะไม่อาจเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดต่อทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง, ทรัพยากรน้ำ และการเกษตร ที่ในเวลานี้ปฏิทินการเพาะปลูกของเกษตรกรไทยเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว
       

       
สำหรับการสัมมนาวิชาการ "ภาวะโลกร้อนในบริบทของสังคมไทย" จะประกอบด้วยหัวข้อการสัมมนาเพื่อการเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในหลากหลายหัวข้อ โดยจะมีการปาฐกถาพิเศษ "เศรษฐกิจพอเพียงรับมือโลกร้อน" โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาในโอกาสเปิดการสัมมนา
       
       
จากนั้นจะแบ่งการสัมมนาออกเป็นเวทีเสวนาย่อย 5 เวที ใน 2 หัวข้อสำคัญ คือ "ปรับตัว...อยู่รอด...ด้วยพอเพียง...ภายใต้โลกร้อน" และ "คนไทย...รับมืออย่างไรดีในวิถีพอเพียง"รวมเกือบ 10 หัวข้อ อาทิ ผลกระทบและการปรับตัวของประเทศไทย, ผลพวงการเจรจาโลกร้อน...โอกาสในวิกฤติ, เด็กไทยใช่ย่อย...ลดโลกร้อนด้วยพอเพียง ฯลฯ
       
       "
ผลการสัมมนาครั้งนี้ เราจะทำสรุปหัวข้อๆ สำคัญไปทำประเด็นทางนโยบายเสนอแก่ภาครัฐ รวมถึงจะส่งไปยังองค์กรเครือข่ายให้ภาคผู้บริโภคหันมาสู่การบริโภคอย่างยั่งยืน ซึ่งเราตั้งใจจะแปรผลการประชุมสู่ภาคปฏิบัติให้ได้" ประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยกล่าว
       
       
ทั้งนี้ นอกจาก สสท.และ อบก.แล้ว การจัดงานดังกล่าวยังได้รับความร่วมมือจากอีก 36 องค์กรเครือข่าย อาทิ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.), กระทรวงพลังงาน, กระทรวงอุตสาหกรรม, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), บริษัท บางจาก ปิโตรเลียมไทย จำกัด (มหาชน), การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), และคณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย ฯลฯ
        
       
สำหรับประชาชนที่สนใจสามารถร่วมงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 0-2503-3333 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.tei.or.th/ac2008.

 

* * * * * * * * * * * * *

 

พันตรีศิริชัย  ทรัพย์ศิริ

สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล

www.waddeeja.com

Tel. 02-990-0331

1607510901



ผู้ตั้งกระทู้ พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com) :: วันที่ลงประกาศ 2008-07-16 09:04:16 IP : 124.121.139.13


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (2957187)

สวัสดีปีฉลู 2552 ทุก ๆ ท่าน ที่เข้าเยี่ยมชมข้อมูลภาวะโลกร้อน...ครับ.

 

* * * * * * * * * * * * *

พันตรีศิริชัย  ทรัพย์ศิริ

สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล

www.waddeeja.com

Tel. 02-990-0331

0601522346

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2009-01-06 23:46:43 IP : 124.121.143.99


ความคิดเห็นที่ 2 (2977902)

จับตา 5 ประเด็นร้อน สิ่งแวดล้อมใน "ปี กอริลลา

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์   6  มกราคม  2552

 

สหประชาชาติจะได้ข้อสรุปแนวทางการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนหลังพิธีสารเกียวโตหมดอายุหรือไม่ ดาวเทียมไครโอแซต 2 ของอีซาจะซ้ำรอยเดิมหรือเปล่า ญี่ปุ่นจะได้ล่าวาฬสมใจนึกหรือไม่ แล้ว "ปีกอริลลา" จะช่วยให้กอริลลารอดพ้นจากการขึ้นบัญชีสัตว์สูญพันธุ์ได้จริงหรือ ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ชวนจับตาประเด็นร้อนเรื่องสิ่งแวดล้อมในปี 52
       
       
ภาวะโลกร้อนและนานาปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ก่อตัวและสั่งสมมายาวนานเริ่มแสดงอานุภาพให้มนุษย์เห็นและลิ้มรสกันไปบ้างแล้ว ซึ่งในปี 2552 นี้ก็เป็นอีกปีหนึ่งที่พวกเราได้ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงจะมีการประชุมใหญ่เกิดขึ้นเพื่อหาข้อสรุปในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่ง ริชาร์ด แบล็ก (Richard Black) ได้เขียนบทความเกี่ยวกับ 5 เรื่องสิ่งแวดล้อมที่ควรจับตามองในปีนี้ลงในบีบีซีนิวส์ และทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ ได้สรุปออกมาดังนี้

 

1. จับตาทิศทางโลกหลังพิธีสารเกียวโตหมดอายุ
       
       
พิธีสารเกียวโตกำลังจะสิ้นสุดลงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ฉะนั้นสหประชาชาติ (ยูเอ็น) จึงต้องประชุมหารือกันเพื่อจัดทำข้อตกลงร่วมกันขึ้นใหม่เพื่อเป็นแนวทางการแก้ปัญหาภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งต้นเดือน ก.ค. 52 นี้ ประเทศที่เข้าร่วมเจรจาตกลงจะต้องลงมติเห็นชอบร่างพันธะสัญญาฉบับใหม่ฉบับแรกของสหประชาชาติ ที่มีเนื้อหาครอบคลุมเกี่ยวกับการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นไปตามเป้า การสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาในการปรับตัวเพื่อรับกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน การถ่ายทอดเทคโนโลยีสะอาด การทุ่มทุนเพื่อรักษาป่า และอื่นๆ โดยคาดการณ์ว่าข้อตกลงฉบับนี้จะแล้วเสร็จและมีพิธีลงนามร่วมกันในการประชุมด้านการภูมิอากาศของสหประชาชาติที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ในเดือน ธ.ค. นี้
       
       
ทว่าสิ่งสำคัญที่ต้องจับตามองก็คือเป้าหมายของสหรัฐฯ และญี่ปุ่นที่พวกเขากำหนดขึ้นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ภายในปี 2563 ซึ่งเป้าหมายอยู่ที่ประเทศกำลังพัฒนาที่มีทีท่าว่าพวกเขาเต็มใจที่จะยอมรับในข้อตกลงใหม่ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยลดการทำลายป่า และได้รับเงินทุนจำนวน 50 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ในการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถบรรเทาปัญหาโลกร้อนได้
       
       
ความซับซ้อนนี้ชวนให้สงสัย ถ้าหากว่ามันล้มเหลว มันจะอยู่ห่างไกลจากข้อตกลงทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา
       
และถ้าแบล็คเป็นหนึ่งในผู้เจรจา เขาคิดว่าเขาอยากหนอนหลับเสียเดี๋ยวนั้นเลยถ้าหากว่าทำได้

 

2. ปฏิบัติการดาวเทียมไขปัญหาภาวะโลกร้อน
       
       
ในขณะที่กระบวนการของสหประชาชาติดำเนินไปอย่างหนักแน่นภายใต้การควบคุมของนักการเมือง กลุ่มคณะทำงานทางด้านวิทยาศาสตร์ก็ค้นหาแนวทางใหม่ที่ดียิ่งขึ้นในการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยและตัวแปรสำคัญของสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2552
       
       
ทั้งดาวเทียม โอซีโอ (Orbiting Carbon Observatory: OCO) ของสหรัฐฯ และโกแซต (Greenhouse gases Observing SATellite: GOSAT) ของญี่ปุ่น ซึ่งดาวเทียมทั้งสองได้รับการออกแบบมาเพื่อสำรวจปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกิจกรรมต่างๆ และศักยภาพในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศด้วยความแม่นยำในแบบที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อน ซึ่งจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน วางแนวทางแก้ไข และสามารถคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้ ซึ่งข้อมูลการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของป่าไม้มีความสำคัญมากในทางการเมือง สามารถใช้ในการกำหนดเป้าหมายการรักษาป่าที่แม่นยำได้
       
       
ขณะเดียวกันด้านองค์การอวกาศยุโรป หรืออีซา (European Space Agency: ESA) ก็มีแผนที่จะปล่อยดาวเทียมไครโอแซต 2 (CryoSat-2) ในปีนี้ เพื่อสำรวจปริมาณน้ำแข็งขั้วโลก หลังจากที่ไครโอแซตลำแรกที่ได้รับการวางตัวให้ปฏิบัติภารกิจเดียวกันนี้เกิดระเบิดเสียหายไปเสียก่อนในขณะขึ้นสู่ท้องฟ้าเมื่อปี 2548 ซึ่งโครงการนี้จะให้ข้อมูลที่ดียิ่งกว่าว่าการที่อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเป็นตัวเร่งให้ธารน้ำแข็งขั้วโลกละลายลง และเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นในศตวรรษที่จะถึงนี้จริงหรือไม่

- - - - - - - - - - - - - - - - - -            

พันตรีศิริชัย    ทรัพย์ศิริ                             

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล

โทร. 02-990-0331                   

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ สมาคมคนพิการ

2802521338               

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2009-02-28 13:37:10 IP : 124.121.135.209


ความคิดเห็นที่ 3 (2977903)

(2)

 

 3. ปี 52 ปีของกอริลลา
       
       
กลุ่มนักอนุรักษ์สัตว์ป่ากำหนดให้ปี 2552 นี้เป็นปีของกอริลลา (Year of the Gorilla) เพื่อให้ผู้คนตระหนักถึงสาเหตุที่ทำให้สัตว์ป่าที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมนุษย์อย่างกอริลลาลดจำนวนลง
       
       
การประกาศให้ปีเหล่านี้เป็น "ปีของ..." (years of the...) ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความตระหนักไปเสียแล้วหรือ? ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปดูในปี 2551 ก็พบว่าได้มีการประกาศให้เป็นปีต่างๆ มากมาย เช่น ปีของกบ (the year of the frog) ปีของมันฝรั่ง (the year of the potato) หรือแม้กระทั่งปีของโลมา (the year of the dolphin) ทว่าตัวผู้เขียนเองก็ไม่แน่ใจว่าอนาคตของสิ่งเหล่านั้นจะดีขึ้นอย่างที่หวังไว้ได้จริงจากการรณรงค์เพื่อปรับปรุงแก้ไขแค่ในระยะเวลา 12 เดือน
       
       
ทว่าในกรณีของกอริลลาก็ดูจะมีความหวังอยู่บ้าง อาทิ การดำเนินคดีกับผู้ที่ลักลอบล่ากอริลลา จัดตั้งองค์กรอนุรักษ์กอริลลา และลดปัญหาการปะทะกันระหว่างกอริลลากับมนุษย์ ซึ่งสาธารณรัฐแคเมอรูนก็เพิ่งได้จัดตั้งอุทยานแห่งชาติแห่งใหม่ขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อให้เป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์กอริลลาครอสริเวอร์ (Cross River gorilla) ซึ่งกำลังถูกคุกคามมากที่สุดในขณะนี้ ทว่าการปกป้องกอริลลาในเขตสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกนั้นยังเปราะบางอยู่มาก เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งของประชาชนภายในประเทศเอง

 

4. "แค่สัตว์หายาก" ไม่น่าตื่นเต้นเท่า "สัตว์สูญพันธุ์"
       
       
สถาบันหลายแห่งต่างจัดงานฉลองอย่างยิ่งใหญ่ให้กับวาระครบรอบ 200 ปี วันคล้ายวันเกิดของชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) นักธรรมชาติวิทยาผู้ยิ่งใหญ่ของโลก พร้อมกับงานครบรอบ 150 ปี การตีพิมพ์หนังสือ ออน ดิ ออริจิน ออฟ สปีชีส์ (On the Origin of Species)
       
       
บางส่วนในหนังสือกล่าวถึงเรื่องเกี่ยวกับการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต (On the Demise of Species) ซึ่งแบล็คสงสัยเหลือเกินว่าดาร์วินคงจะเข้าใจปัญหาของกอริลลาได้ไม่เลวทีเดียว ซึ่งเขาได้แสดงให้เห็นว่ามนุษย์คือผู้ที่จับสัตว์ต่างๆ ไปเลี้ยงและเพื่อให้มันรอดพ้นจากการสูญพันธุ์ ทว่าได้บอกใบ้เป็นนัยว่าการล่าอย่างตั้งอกตั้งใจ นั่นคือสิ่งที่เราทำสิ่งที่ผิดพลาดจนทำให้ธรรมชาติเสื่อมโทรมลง
       
       
ทั้งนี้ การขึ้นบัญชีสิ่งมีชีวิตหายากก่อนที่จะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ์ไปแล้ว อาจให้ความรู้สึกที่ไร้ความตื่นเต้นกับสิ่งมีชีวิตที่เป็นสปีชีส์หายาก ทว่ามันจะเป็นเรื่องน่าตกตะลึงทันทีที่สัตว์นั้นเกิดสูญพันธุ์ขึ้นมา คล้ายกับที่ไม่มีคนรู้สึกประหลาดใจกับการที่ใครคนหนึ่งเจ็บไข้ได้ป่วย แต่เมื่อใดที่เขาเสียชีวิตลง ผู้คนก็จะตกใจและสงสัยในความรุนแรงของสิ่งที่เป็นสาเหตุการตายของเขาขึ้นมาทันที
       
       
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เราไม่ควรเป็นสาเหตุทำให้สิ่งมีชีวิตอื่นๆ เข้าข่ายเป็นสิ่งมีชีวิตหายากเท่าๆ กับที่ไม่ควรทำให้เป็นสิ่งมีชีวิตที่สูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปแล้ว

 

5. วาฬและนักล่าวาฬ ใครจะมีชัยในการประชุมไอดับเบิลยูซีปี 52
       
       
ถ้าปีนี้มีอิทธิพลต่อกรณีเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก็คงสำคัญกับวาฬและผู้ล่าวาฬไม่น้อยไปกว่ากัน ฉะนั้นเราจึงต้องจับตาดูทั้งวาฬและการประของคณะกรรมการควบคุมการล่าวาฬระหว่างประเทศ หรือไอดับเบิลยูซี (International Whaling Commission: IWC) ที่จะจัดขึ้นที่ประเทศโปรตุเกสในเดือน มิ.ย. 52
       
       
กว่าปีครึ่งที่นานาประเทศโต้แย้งกันถึงเรื่องการประนีประนอมการล่าวาฬและข้อกำหนดเรื่องการห้ามล่าวาฬเพื่อการค้าของไอดับเบิลยูซีที่บังคับใช้มากว่า 20 ปี ซึ่งการประชุมในปีนี้จะต้องได้ข้อสรุปในการปฏิรูปกฏเกณฑ์การล่าวาฬที่ยืดเยื้อมานาน ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากหลายฝ่าย
       
       
อย่างไรก็ดี ปัญหาทางการเมืองเป็นเรื่องที่น่าหวาดหวั่น และคงไม่มีความชัดเจนแม้ว่าท้ายที่สุดแล้วพรรคการเมืองต่างๆ จะตกลงเห็นชอบด้วยก็ตาม และหากเป็นเช่นนั้นจริง ข้อบังคับห้ามล่าวาฬเชิงพาณิชย์ที่ยืนหยัดมายาวนานถึง 2 ทศวรรษ จะถูกคว่ำไปได้อย่างใด และอาจกล่าวอ้างได้ว่านี่เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จยิ่งใหญ่ของกลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อการอนุรักษ์วาฬ
       
       
ทั้งนี้ ในการประชุมของไอดับเบิลยูซีเมื่อปีกลางปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้ขู่ว่าจะถอนตัวจากไอดับเบิลยูซี หากไม่ยอมยกเลิกคำสั่งห้ามล่าวาฬเชิงพาณิชย์ ซึ่งญี่ปุ่น ไอซ์แลนด์ และนอร์เวย์ เป็นกลุ่มประเทศที่สนับสนุนการล่าวาฬ

- - - - - - - - - - - - - - - - - -            

พันตรีศิริชัย    ทรัพย์ศิริ                             

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล

โทร. 02-990-0331                   

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ สมาคมคนพิการ

2802521339               

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2009-02-28 13:39:22 IP : 124.121.135.209


ความคิดเห็นที่ 4 (2984233)

เปิดฉากประชุมน้ำโลก-"เจ้าชายนารูฮิโตะ"

ทรงเรียกร้องมนุษย์แก้โลกร้อน

 

การประชุมน้ำโลกซึ่งจัดขึ้นทุกๆ 3 ปี เปิดฉากขึ้นแล้วที่นครอิสตันบูล ของตุรกี โดยในปีนี้ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 5 มีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 25,000 คน ทั้งภาครัฐและเอกชนจากกว่า 150 ประเทศ
       
เจ้าชายนารูฮิโตะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น ตรัสระหว่างเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม ทรงเรียกร้องให้มวลมนุษยชาติตระหนักถึงความจำเป็นในการแก้ปัญหาโลกร้อนอย่างเหมาะสมเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ และทรงเรียกร้องให้มนุษยชาติใช้สติปัญญาแก้ไขปัญหาดังกล่าว
       
สำหรับหัวข้อสำคัญในการประชุมน้ำโลกครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ความสะอาดของแหล่งน้ำเพื่อป้องกันการระบาดของโรคติดต่อต่างๆ รวมทั้งการหาเงินทุนสนับสนุนการแก้ปัญหาน้ำ

- - - - - - - - - - - - - - - - - -            

พันตรีศิริชัย    ทรัพย์ศิริ                             

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล

โทร. 02-990-0331                   

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ สมาคมคนพิการ

1703521527    

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2009-03-17 15:27:36 IP : 124.121.142.172


ความคิดเห็นที่ 5 (2985451)

จัดกิจกรรมปิดไฟ1ชั่วโมงให้โลกพัก ลดใช้ไฟฟ้าได้ถึง  30%-

กทม.ทำพร้อม80ประเทศ

 

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงข่าวการจัดกิจกรรมรณรงค์ "ปิดไฟ 1 ชั่วโมง ให้โลกพัก - 60 Earth Hour" ร่วมกับ ดร. วิลเลี่ยม เช็ดล่า ผู้อำนวยการ World Wildlife Fund (WWF) ประเทศไทย อดิศักดิ์ ศรีหะวรรณ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง เพื่อสานต่อกิจกรรมปิดไฟลดโลกร้อนร่วมกับ 1,181 เมือง จาก 80 ประเทศทั่วโลก ในวันที่ 28 มีนาคม 2552 เวลา 20.00-21.00 น.

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า นับจากที่กทม.จัดกิจกรรมปิดไฟลดโลกร้อนร่วมกับ WWF และเมืองใหญ่ทั่วโลก 23 เมือง มาตั้งแต่ปีที่แล้ว พบว่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าหลังปิดไฟ 3,616 เมกะวัตต์ เมื่อเทียบกับวันเวลาเดียวกันของปี 2550 มีการใช้ไฟฟ้า 5,000 เมกะวัตต์ ลดการใช้ไฟฟ้าได้ถึง 1,384 เมกะวัตต์ หรือ 30% และลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 364 ตัน

สำหรับปีนี้กทม.เดินหน้าจัดกิจกรรมให้เกิดการต่อเนื่อง ร่วมกับ 1,181 เมือง จาก 80 ประเทศทั่วโลก ในวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 20.00-21.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของแต่ละเมือง สำหรับกรุงเทพฯ จัดที่ถนนข้าวสาร พร้อมๆ กับการดึงการมีส่วนร่วมของหน่วยงานต่างๆ เช่น การไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา, กระทรวงศึกษาธิการ, BTS, BMCL, ขสมก., บมจ.การบินไทย, ห้างฯ คาร์ฟูร์, ห้างฯ เซ็นทรัล, โรบินสัน, เดอะมอลล์, สยามพารากอน, บิ๊กซี, ฟู้ดแลนด์, 7-Eleven, สมาคมโรงแรมไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, สมาคมธนาคารไทย, โค้ก, True, MSN, TOT, สื่อมวลชนทุกแขนง และสำนักงานเขต 50 เขตของกทม.ร่วมกันปิดไฟในเวลาดังกล่าวพร้อมกันให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ อีกทั้งขอความร่วมมือประชาชนทุกภาคส่วนร่วมกันปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็นเพื่อลดปริมาณการใช้ไฟฟ้ามากที่สุดอย่างน้อยให้มากกว่า 30% ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด

นอกจากนั้นกทม.ยังเดินรณรงค์ก่อนถึงวันงานที่บริเวณถนนสายหลัก 4 สาย คือ วันที่ 18 มีนาคม 2552 ที่ผ่านมา ที่ถนนสีลม วันที่ 20 มีนาคม 2552 ถนนเยาวราช วันที่ 21 มีนาคม 2552 ย่านสยาม วันที่ 25 มีนาคม 2552 ถนนข้าวสาร โดยมีศิลปิน ดารา นักร้อง ร่วมเดินรณรงค์คับคั่ง

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - -            

พันตรีศิริชัย    ทรัพย์ศิริ                             

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล

โทร. 02-990-0331                   

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ สมาคมคนพิการ

1703521919    

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2009-03-19 19:20:05 IP : 124.121.77.192


ความคิดเห็นที่ 6 (2986312)

ช่วงนี้.....ฝนตกผิดฤดู......ตกเร็วกว่าปีที่แล้ว.....พายุฤดูร้อนก็เล่น ภาคอีสาน..... กทม.ฝนตก น้ำท่วม...... ลมพายุกรรโชก บางเขต.....

ท่านเชื่อหรือไม่ว่า.....นี่เป็นส่วนของ

ปรากฎการณ์.......โลกร้อนที่เกิดขึ้นไปทุกอณูบนพื้นผิวโลก....

- - - - - - - - - - - - - - - - - -            

พันตรีศิริชัย    ทรัพย์ศิริ                             

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล

โทร. 02-990-0331                   

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ สมาคมคนพิการ

2103522200   

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2009-03-21 22:00:56 IP : 124.121.136.114


ความคิดเห็นที่ 7 (2996009)

ไทยลดก๊าซเรือนกระจกได้ 4 ล้านตัน/ปี อบก. เดินหน้าหนุนเอสเอ็มอีทำ CDM

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์  17 เมษายน 2552                      

 

อบก. รับรอง CDM ของไทยไปแล้ว 60 โครงการ หลังเริ่มทำได้ 1 ปี มี 16 โครงการของไทย ที่ได้ขึ้นทะเบียนกับยูเอ็นแล้ว ทำให้ไทยช่วยลดก๊าซเรือนกระจก ได้กว่า 4 ล้านตันต่อปี หากขายไปจะได้เงินเข้าประเทศกว่า 2,000 ล้านบาท ผอ.อบก.เชื่อคาร์บอนเครติดจะยังอยู่หลังพิธีสารเกียวโตหมดอายุ พร้อมเร่งสนับสนุนเอสเอ็มอีไทยทำคาร์บอนเครดิต
       
       
นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์  อบก. ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV ผู้จัดการออนไลน์ว่า ขณะนี้ อบก. ได้ให้การรับรองโครงการการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภายใต้กลไกการพัฒนาที่สะอาด หรือ ซีดีเอ็ม (Clean Development Mechanism : CDM) เพื่อสร้างคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ในประเทศไทยไปแล้ว 60 โครงการ โดยมี 16 โครงการที่ได้รับการรับรองจากสหประชาชาติ (UN) เรียบร้อยแล้ว
       
       "
อบก. เริ่มดำเนินโครงการซีดีเอ็มได้ประมาณ 1 ปี โดยขณะนี้ได้ให้การรับรองโครงการของผู้ประกอบการไทยที่จะสามารถขายคาร์บอนเครดิตได้ไปแล้วจำนวน 60 โครงการ และคาดว่าสิ้นเดือน เม.ย. นี้จะเพิ่มขึ้นอีก 4 โครงการ โดยในจำนวนนี้มี 16 โครงการที่ได้รับการรับรองจากยูเอ็นแล้ว
       
       
รวมแล้วปัจจุบันประเทศไทยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ประมาณ 4.2 ล้านตันต่อปี และหากคิดเป็นมูลค่าการซื้อขายคาร์บอนแล้ว ประเทศไทยจะมีรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี" นายศิริธัญญ์เผย
       
       
ทว่าขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขการซื้อขายคาร์บอนเครดิตของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ แต่อาจมีผู้ประกอบการบางรายที่ดำเนินการขายคาร์บอนเครดิตกันไปบ้างแล้ว
       
       
ผอ.อบก.กล่าวต่อว่า ผลการดำเนินโครงการที่ผ่านมาแม้จะมี 60 โครงการที่ผ่านการรับรองแล้ว แต่ก็ยังเป็นตัวเลขที่ยังไม่น่าพอใจมากเท่าที่ควร ทว่าก็ยังตั้งเป้าไม่ได้มาก เพราะยังไม่รู้แน่ชัดว่าโครงการของประเทศไทยมีศักยภาพมากน้อยแค่ไหน
       
       
อย่างไรก็ตาม อบก.ก็จะเน้นให้การสนับสนุนโครงการในระดับเอสเอ็มอี (SME) ให้มากยิ่งขึ้น ส่วนผู้ประกอบการรายใหญ่นั้นเชื่อว่าไม่มีอะไรน่าห่วง อีกทั้งยังอยากให้โครงการเล็กๆ หลายๆ โครงการได้ร่วมมือกันเพื่อให้กลายเป็นโครงการใหญ่ขึ้นด้วย
       "
ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการที่ประเทศไทยทำซีดีเอ็ม จะทำให้เรามีรายได้เข้าประเทศมากขึ้นจากขายคาร์บอนเครดิต สามารถช่วยให้โครงการที่มีปัญมลพิษเป็นโครงการสะอาดขึ้นได้ ช่วยลดการใช้พลังงาน ลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศได้เป็นจำนวนมาก" นายศิริธัญญ์กล่าว 
       
       "
และไทยต้องเป็นส่วนหนึ่งของนานาประเทศที่ช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนด้วยในส่วนของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งซีดีเอ็มนั้นเป็น 1 ใน 3 แนวทางหลักของพิธีสารเกียวโต และข้อตกลงใหม่ที่จะเกิดขึ้นหลังพิธีสารเกียวโตหมดอายุลง ก็มีแนวโน้มว่าจะยังคงมีแนวทางของซีดีเอ็มอยู่ด้วยอย่างแน่นอน" นายศิริธัญญ์กล่าว
       
       
ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ในการพิจารณาเพื่อให้การรับรองแก่โครงการที่ต้องการเข้าร่วมในซีดีเอ็มเพื่อสร้างคาร์บอนเครดิตนั้น ผอ.อบก. แจงว่า จะพิจารณาทั้งในด้านเทคโนโลยี การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ เป็นหลัก และในอนาคตอาจมีการปรับเปลี่ยนมาตรฐานและเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการสนใจร่วมโครงการคาร์บอนเครดิตมากยิ่งขึ้นด้วย.

       

- - - - - - - - - - - - - - - - - -            

พันตรีศิริชัย    ทรัพย์ศิริ                             

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล

โทร. 02-990-0331                   

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ สมาคมคนพิการ

1704522301 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2009-04-17 23:00:50 IP : 124.121.77.95


ความคิดเห็นที่ 8 (3056773)

นายกฯ เปิดประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงอากาศของยูเอ็น

วอนทุกชาติร่วมมือลดโลกร้อน

 

        นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในการเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม “Bangkok Climate Changes Talk (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)ณ องค์การสหประชาชาติ ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ ว่า ในนามของรัฐบาลและประชาชนชาวไทย ขอแสดงความยินดีต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมประชุมสู่ประเทศไทย และรู้สึกภูมิใจที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมที่สำคัญในวันนี้ พร้อมแสดงความขอบคุณสำนักงานเลขาธิการสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สนับสนุนให้จัดประชุมครั้งนี้ได้สำเร็จ หวังว่าผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่านจะพยายามและอุทิศตนในการประชุมครั้งนี้และในการประชุมรอบถัดไปที่กรุงบาร์เซโลนา  เพื่อร่วมมือกันผลักดันการเจรจาอนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ณ กรุงโคเปนเฮเกน ให้ประสบผลสำเร็จ

       นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้มีโอกาสกล่าวสุนทรพจน์ ณ การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ(UN General Assembly-UNGA)ในนครนิวยอร์ก และเป็นตัวแทนของอาเซียนในการประชุม G-20 ที่กรุงพิตส์เบิร์กด้วย ซึ่งในการประชุมดังกล่าวได้มีการหยิบยกประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยตนเห็นด้วยกับเลขาธิการ สหประชาชาติที่ได้มีการประเมินในแง่บวก มีความหวังและเห็นว่าต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยได้มีการตั้งเป้าหมายในการปฏิบัติการอย่างแน่ชัด เเละหวังว่าการเมืองและวิสัยทัศน์ของผู้นำที่การประชุมครั้งนี้จะช่วยเป็นแนวทางให้ทุกท่านผลักดันเส้นทางสู่โคเปนเฮเกน การตอบสนองต่อภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของพวกเรา รัฐบาลไทยเห็นว่าความท้าทายนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะตระหนักดีว่าเราจะต้องมีส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งในการพยายามต่อสู้กับสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง สำหรับประเทศไทยก็เช่นเดียวกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ที่มีความตั้งใจแรกที่จะทำให้มั่นใจได้ว่าสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจะไม่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน การเติบโตของเศรษฐกิจ การขจัดความยากจน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (Milliennium Development Goals หรือ MDGs)

       นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ขณะนี้เราต่างกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลก ประเทศต่างๆ ได้มีการดำเนินการฟื้นฟู รวมถึงประเทศไทย รัฐบาลมีแผนงานในระยะสั้นและระยะยาวเพื่อเตรียมพร้อมรับความท้าทายทั้งในระยะสั้นและระยะยาว  โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างรากฐานให้เกิดการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และการพัฒนาที่ยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยเพื่อเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตเศรษฐกิจครั้งหน้า และจะต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ในการประชุมที่นิวยอร์กผู้นำชาติต่างๆ เห็นว่าจะต้องมีการดำเนินการอย่างแท้จริง ซึ่งความรับผิดชอบเหล่านี้ขึ้นอยู่กับพวกเราที่จะต้องรีบดำเนินการเพื่อประโยชน์ต่อเยาวชนรุ่นหลัง สำหรับประเทศไทยและอาเซียนขอให้มั่นใจได้ว่าจะดำเนินการอย่างสุดความสามารถ

       นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในการประชุม G-20 ผู้นำแต่ละชาติต่างเห็นพ้องว่าจะต้องมีการดำเนินการอย่างแข็งขัน เพราะไม่มีแผนสำรองอีกต่อไป หากพลาดจากแผน A แล้วไม่มีแผน B แต่จะกลายเป็นแผน ซึ่งผู้นำต่างก็ตระหนักดีว่าจะต้องมีความมุ่งมั่น และการประชุมของผู้นำจากประเทศเศรษฐกิจหลักจะนำไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาต่างก็มีหน้าที่ร่วมกัน

       นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ทุกประเทศเล็กและใหญ่ ทั้งประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ต่างมีความรับผิดชอบที่แตกต่างกันในการต่อสู้กับสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งเราทั้งหมดต้องต่อสู้ร่วมกัน ความร่วมมือระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาเป็นสิ่งสำคัญ เราจะต้องร่วมมือกันเพื่อต่อสู้กับอุปสรรคสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้สามารถเอาชนะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้สำเร็จ ทั้งนี้จะต้องไม่ลืมว่าเราต่างต่อสู้กับสิ่งเดียวกัน เราจะต้องร่วมมือกันเพื่อให้เป็นไปแนวทางเดียวกัน เป็นสมาพันธ์สีเขียว เพื่ออนาคตของโลกเรา

       นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า อย่างไรก็ตามเหลือเวลาอีกเพียง 70 วันก็จะถึงการประชุมที่โคเปนเฮเกน  หวังว่าผู้เข้าร่วมประชุมจะใช้เวลาสองอาทิตย์ระหว่างการประชุมนี้อย่างเต็มที่เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการรักษาโลกของเราเพื่อลูกหลานในอนาคต

- - - - - - - - - - - - - - - - - -              

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ สมาคมคนพิการ

2809521646

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2009-09-28 16:46:31 IP : 124.121.137.194


ความคิดเห็นที่ 9 (3065309)

เตือนน้ำแข็งขั้วโลกเหนือ จะละลายหมดภายใน 30 ปี

 

     คณะนักวิจัยขั้วโลก เสนอผลการสำรวจพบว่า น้ำแข็งบริเวณมหาสมุทรอาร์กติก หรือขั้วโลกเหนือ จะหายไปทั้งหมดในช่วงฤดูร้อน ภายใน 20-30 ปีข้างหน้า และคาดว่าภายในช่วง 10 ปีนี้ ในเดือนที่มีอุณหภูมิอบอุ่นที่สุดของปี จะมีน้ำแข็งหายไปเป็นส่วนใหญ่

ลอนดอน (เอเอฟพี/บีบีซี นิวส์) - นายเพน ฮาโดว์ นักสำรวจขั้วโลก และนักสำรวจชาวอังกฤษ 2 คน เดินทางไปสำรวจภูเขาน้ำแข็งเป็นเวลา 73 วัน ในช่วงฤดูใบไม้ผลิของขั้วโลกเหนือ เขาตรวจวัดกว่า 6,000 ครั้ง และสำรวจน้ำแข็งในทะเล โดยนำข้อมูลดิบที่รวบรวมในเดือนมีนาคม-พฤษภาคม มาวิเคราะห์และคาดการณ์ถึงอนาคต โดยได้ข้อสรุปว่า น้ำแข็งจะหายไปอย่างสมบูรณ์ในฤดูร้อน ภายใน 20-30 ปีนี้ และภายใน 10 ปี มหาสมุทรอาร์กติกจะเป็นทะเลเปิด

นักสำรวจพบว่า ตลอดเส้นทาง 450 กิโลเมตร ที่ทำการสำรวจ พบความหนาของน้ำแข็งเฉลี่ย 1.8 เมตร ซึ่งเปราะบางมากเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน และเชื่อว่าจะหดตัวลงอย่างรวดเร็วในหลายปีข้างหน้า นับเป็นหลักฐานที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก

นายมาร์ติน ซอมเมอร์คอร์น ที่ปรึกษาอาวุโสการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลกของกองทุนสัตว์ป่าโลก กล่าวว่า เป็นปรากฏการณ์ที่เร็วกว่าที่คาดไว้ ซึ่งหากไม่มีน้ำแข็งขั้วโลก จะทำให้ชีวิตมนุษย์แตกต่างจากที่เป็นอยู่มาก เพราะจะนำไปสู่อุทกภัยที่กระทบต่อประชากร 1 ใน 4 ของโลก และการเปลี่ยนแปลงของอากาศโลกอย่างรุนแรง

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - -              

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ สมาคมคนพิการ

1710522022

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2009-10-17 20:22:50 IP : 124.121.139.128


ความคิดเห็นที่ 10 (3067669)

กรีนพีซเรียกร้องประชาคมโลกจริงใจแก้ปัญหาโลกร้อน

กลุ่มกรีนพีซเดินทางไปยังโรงแรมเชอราตัน หัวหิน รีสอร์ท แอนด์ สปา เพื่อแสดงจุดยืนในการเรียกร้องให้อาเซียประกาศจุดยืนต่อกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วโดยเฉพาะประเทศอุตสาหกรรมทั่วโลก ให้ยอมรับข้อตกลงในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่จะมีขึ้นในการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ในเดือนธันวาคมนี้ หลังจากที่ผ่านมายังไม่พบความใส่ใจอย่างจริงจังจากประเทศอุตสาหกรรมที่จะช่วยกันแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อน จนทำให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเรียกร้องประชาคมอาเซียนช่วยกันผลักดันให้ประเทศต่างๆ ร่วมมือกันอย่างจริงจังก่อนที่จะมีการลงนามในข้อตกลงดังกล่าว
       
ทั้งนี้ กลุ่มกรีนพีซระบุ เหตุภัยพิบัติล่าสุด คือพายุกิสนาที่พัดถล่มประเทศฟิลิปปินส์เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เป็นสัญญาณเตือนอาเซียนว่า ถึงเวลาที่ต้องหันมาใส่ใจเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างจริงจัง หยุดการทำลายป่าไม้ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึงร้อยละ 20

- - - - - - - - - - - - - - - - - -              

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ สมาคมคนพิการ

2410522051

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2009-10-24 20:51:35 IP : 124.121.144.13


ความคิดเห็นที่ 11 (3070329)

จับตาสำรวจทะเลอาร์กติกอีก"20ปี"น้ำแข็งหมด



เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 52 ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ กล่าวในการเสวนาเรื่อง "วิกฤตโลก! เมื่อขั้วโลกเหนือไม่เหลือน้ำแข็ง"

ว่า ขณะนี้ทั่วโลกต่างจับตามองผลการศึกษาของทีมสำรวจแคทลิน อาร์กติก เซอร์เวย์ (Catlin Arctic Survey) ที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ในการวัดความหนาของแผ่นน้ำแข็ง และคาดการณ์ว่าภาวะโลกร้อนจะทำให้น้ำแข็งฤดูร้อนส่วนใหญ่ในมหาสมุทรอาร์กติกละลายจนกลายเป็นทะเลเปิดภายใน 10 ปี และภายใน 20 ปี น้ำแข็งในช่วงฤดูร้อนจะละลายและหมดไปในที่สุด จากผลการศึกษาดังกล่าวทำให้นักวิทยาศาสตร์ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทั่วโลกเชื่อว่าเป็นไปได้ เพราะฤดูร้อนแผ่นน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกเหลืออยู่เพียงร้อยละ 10 ของพื้นที่ทั้งหมด จากเดิมเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาน้ำแข็งเหลือร้อยละ 50-60 ซึ่งในอนาคตมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ

ดร.อานนท์กล่าวว่า ข้อมูลที่ผ่านมายังพบว่าอุณหภูมิของพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มสูง 2-3 องศาเซลเซียส ขณะที่ทั่วโลกมีอุณหภูมิเพิ่มเฉลี่ย 0.7-0.8 องศาเซลเซียส ส่วนประเทศไทยเพิ่มเฉลี่ย 0.3-0.4 องศาเซลเซียส ซึ่งทุกๆ 1 องศาเซลเซียสที่เพิ่มขึ้นน้ำแข็งจะหายไปประมาณ 1 ล้านตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 12 ของพื้นที่ทั้งหมด ที่สำคัญแผ่นน้ำแข็งถาวรที่แผ่นทวีปในเขตทุนดราใต้ขั้วโลกเหนือลงมาที่ระดับ 60 องศาเหนือ

เกิดการละลาย โดยชั้นน้ำแข็งบริเวณนี้ทำหน้าที่กักเก็บก๊าซมีเทนไม่ให้ออกสู่ชั้นบรรยากาศ แต่เมื่อน้ำแข็งดังกล่าวละลาย ก๊าซมีเทนจำนวนมหาศาลก็จะกระจายออกสู่บรรยากาศและรุนแรงมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 21 เท่าตัว ดังนั้น หากกระจายออกสู่บรรยากาศย่อมส่งผลร้ายต่อโลกแน่นอน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีข้อมูลพบว่าน้ำแข็งถาวรในเขตทุนดราหายไปประมาณร้อยละ 10 จากพื้นที่ทั้งหมด 15 ล้านตารางกิโลเมตร จากปกติจะหายไปเพียง 2 ล้านตารางกิโลเมตร ในรอบ 100 ปี เรื่องนี้จึงเป็นปัญหาที่ต้องเฝ้าระวังเพราะส่งผลให้ทั่วโลกร้อนขึ้น

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

พันตรีศิริชัย  ทรัพย์ศิริ

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

www.waddeeja.com

Tel.02-990-0331

3010521920

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2009-10-30 19:19:21 IP : 124.121.141.175


ความคิดเห็นที่ 12 (3070974)

"ลอยกระทง" หลงทาง โลกไม่ร้อนในเมืองไทย

โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ siripong@kidtalentz.com



วันนี้วันลอยกระทง นอกจากขอขมาแม่น้ำลำคลอง จุดประทัด ตะไล และดอกไม้ไฟกันสนั่นหวั่นไหวแล้ว ฝากอธิษฐานไปกับกระทงที่ลอยกันสักนิดว่า ความสงบสันติจงมาเยือน และตั้งสติกันเข้าไว้ เพราะแนวโน้มวินาศสันตะโรมันชัดเจนมาก

แต่ของแบบนี้พูดไปก็เท่านั้น

เมื่อสักหลายวันก่อน ทั่วโลกเขาออกมารณรงค์กัน โดยใช้สัญลักษณ์ 350 หลายรูปแบบ หลายวิธี เราอาจจะไม่รู้ หรือไม่รับรู้กันเลยก็ได้ มันคือการรณรงค์ที่พุ่งเป้าไปที่การจำกัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของโลกไว้ไม่ให้เกิน 350 ppm ซึ่งหมายถึง 350 ส่วนต่อล้านส่วนของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ

เวลานี้มันก็เกินไปแล้ว และเมื่อเกินแล้ว ผลต่อภาวะโลกร้อนก็จะรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ที่เห็นง่ายๆ คือความแปรปรวนของสภาพอากาศที่มากกว่าปกติ แบบที่เรียกกันง่ายๆ ว่าฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล แต่มันหนักหน่วงขึ้น รุนแรงขึ้น

เกษตรกรปลูกพืชผลทั้งหลายไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่าจะปลูกอะไรตอนไหน จากที่เคยพอคาดการณ์ได้

350 ppm
ที่เขารณรงค์กันทั่วโลกเพื่อคนทั่วโลก เราก็มานั่งทะเลาะกันในเรื่องที่ไม่ได้เป็นเรื่องอะไรเลย

เปิดสภามานั่งไล่งับกันในเรื่องที่หาสาระไม่ได้ ไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องส่วนรวมเลย ปัญหามาบตาพุด เป็นปัญหามานานนม ชาวบ้านต้องออกแรงมาฟ้องศาลให้ช่วยบังคับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำตามกฎหมายที่มีอยู่

350 ppm
มีความหมายว่า ถ้าเราไม่สามารถหยุดยั้งการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ ซึ่งแต่ละปีจะเพิ่มขึ้นราวๆ 1.5 ล้าน ppm โอกาสที่หายนะจะมาเยือนก็อีกไม่นาน เจอกันในคนรุ่นนี้ในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าละครับ

ตอนนี้มันใกล้ 400 ppm ถ้ายังปล่อยกันในอัตราปัจจุบัน อีกสิบปีก็ถึงแล้ว และเมื่อถึงจุดนั้นจะเริ่มหยุดไม่อยู่

เราจะทำอะไรได้บ้าง

ต้นเดือนธันวาคมนี้จะมีการประชุมใหญ่ที่สำคัญมากเกี่ยวปัญหาโลกร้อนที่ประเทศทั่วโลกจะไปหารือกันเพื่อให้ได้ข้อตกลงว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ ครั้งนี้จะต่อจากพิธีสารโตเกียว และตอนประชุมเตรียมกันที่กรุงเทพฯเมื่อเดือนสองเดือนก่อน มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาก็ทำเสีย ด้วยจุดยืนที่ไม่ยอมผูกพันใดๆ กับโลกส่วนอื่นๆ

พูดง่ายๆ ในการประชุมที่กรุงเทพฯครั้งนั้น พี่เบิ้มอเมริกาของเราบอกว่า เขาจะทำแบบของเขา ตามเป้าหมายของเขา โดยไม่สนว่าโลกอยากให้ทำแบบไหน

ถ้าย้อนกลับไปที่พิธีสารโตเกียวที่ประทศส่วนใหญ่แต่อำนาจต่อรองน้อยต้องการคือ ยืดเป้าหมายตามพิธีสารโตเกียว ให้การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ในระดับระหว่าง 350-450 ppm ซึ่งจะเท่ากับการคุมอุณหภูมิของโลกโดยเฉลี่ยให้เพิ่มไม่เกิน 1.5-2 องศาเซลเซียส เพราะถ้าเกินจากระดับนี้ วินาศสันตะโรยิ่งกว่าระเบิดนิวเคลียร์มาเยือนโลกแน่ๆ

หนีไปซื้อที่ดินปลูกบ้านบนยอดดอยภาคเหนือ ก็ไม่รอดสันดอนหรอกครับ

อีกเรื่องที่สำคัญมากเหมือนกันก็คือ ข้อลงโคเปนเฮเกน น่าจะยอมรับหลักการเรื่องราคาของการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ หรืออีกนัยหนึ่งคือใครทำอะไรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะคาร์บอนไดออกไซด์ ต้องจ่ายค่าปล่อยก๊าซ

ไม่อยากจ่ายก็หาทางที่จะไม่ปล่อยออกมาให้ได้

หลังจากวันลอยกระทง เรื่องนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ระดับโลกไปเรื่อยๆ โดยมี อัล กอร์ คนเขียนหนังสือ "ความจริงที่ไม่มีใครอยากฟัง" และพลาดตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาไปอย่างพลิกประวัติศาสตร์ เป็นหัวหอกบุกทะลวง

"
กอร์" บอกไว้ในหนังสือ "Our Choice" ของเขาว่า ตอนนี้เขากลับมาเป็นนักการเมืองอีกครั้ง

เป็นปฏิบัติการกู้โลกร้อน เพื่อคนทั้งโลก ไม่ใช่แค่คนอเมริกันเท่านั้น

แต่เราก็จะทะเลาะกันในเรื่องอะไรก็ไม่รู้อยู่ต่อไปหลังจากวันลอยกระทง...เชื่อเหอะ

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

พันตรีศิริชัย  ทรัพย์ศิริ

สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

www.waddeeja.com

Tel.02-990-0331

0211520652

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2009-11-02 06:52:04 IP : 124.121.138.94


ความคิดเห็นที่ 13 (3071187)

ยุโรปลอยดาวเทียมสำรวจน้ำบนโลก เก็บข้อมูลผลกระทบโลกร้อน

 

องค์การอวกาศยุโรป หรือ อีซา  ส่งดาวเทียมเอสมอส (Soil Moisture and Ocean Salinity: SMOS) ซึ่งเป็นดาวเทียมสำรวจผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อน้ำบนผิวโลกขึ้นสู่วงโคจร จากฐานปล่อยจรวดของศูนย์อวกาศเพลเซ็ตสก์ (Plesetsk cosmodrome) ทางตอนเหนือของรัสเซีย เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 52 เวลาประมาณ 08.50 น. ตามเวลาในประเทศไทย ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือนสิบสอง เทศกาลลอยกระทงพอดี
       
       "
เอสมอส" เป็นดาวเทียมดวงที่ 2 ของอีซา ในชุดดาวเทียมสำรวจโลก (ESA’s Earth Explorer series) ซึ่งใช้งบประมาณสร้างกว่า 315 ล้านยูโร (ประมาณ 15,700 ล้านบาท) โดยเอสมอสจะทำหน้าที่วัดปริมาณความชื้นของพื้นผิวโลกและความเค็มในมหาสมุทร นับเป็นปฏิบัติการครั้งแรกของโลก ที่วัดความชื้นในดินจากอวกาศ เพื่อหวังเก็บข้อมูลสำคัญเชิงวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับวัฏจักรของน้ำบนโลก ซึ่งจะช่วยให้นักอุตุนิยมวิทยาใช้เป็นข้อมูลคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของน้ำในอนาคตได้ รวมถึงพยากรณ์เหตุการณ์น้ำที่ใกล้กับเวลาตามจริงได้แม่นยำมากขึ้น
       
       "
ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องจริง แต่ผลกระทบของมันต่อการเกิดฝน ไอน้ำ แหล่งน้ำผิวดิน และอุทกภัย ยังเป็นเรื่องที่คลุมเครืออยู่จนทุกวันนี้ การหาข้อมูลเกี่ยวกับน้ำได้มากเท่าไหร่ จะยิ่งมีส่วนสำคัญต่อการศึกษาผลกระทบจากภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงมากกว่าข้อมูลอุณหภูมิเพียงอย่างเดียว" ยานน์ เคอร์ (Yann Kerr) นักวิจัยของศูนย์ศึกษาชีวมณฑลจากอวกาศ (Center for the Study of the Biosphere from Space) และผู้อำนวยการฝ่ายวิทยาศาสตร์ประจำภารกิจเอสมอส กล่าวในเอเอฟพี
       
       
หน้าที่ของเอสมอสประกอบด้วย 2 ภารกิจหลัก คือ การวัดปริมาณน้ำในดินที่มีอยู่ทั่วโลกทุกๆ 3 วัน ที่ระดับความลึก 1-2 เมตร ซึ่งจะช่วยในการพยากรณ์อากาศได้ดียิ่งขึ้นในช่วงระยะสั้นและปานกลาง รวมทั้งโอกาสเกิดภัยแล้งและอุทกภัย และใช้เป็นเครื่องมือติดตามกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงและการเจริญเติบโตของพืชได้ รวมถึงการคำนวณวัฏจักรคาร์บอนของโลกด้วยว่ามีการดูดซับและกักเก็บคาร์บอนมากน้อยแค่ไหน ทั้งในมหาสมุทรและโดยต้นไม้
       
       
ส่วนอีกภารกิจหนึ่งคือวัดการเปลี่ยนแปลงของปริมาณเกลือในแหล่งน้ำผิวดินและมหาสมุทร ข้อมูลที่ได้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจรูปแบบการไหลเวียนของน้ำในมหาสมุทรทั่วโลกได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งกระแสน้ำในมหาสมุทรสามารถช่วยบรรเทาการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศได้ ที่เห็นเด่นชัดคือการถ่ายเทความร้อนจากแถบศูนย์สูตรไปยังขั้วโลก
       
       
ทั้งนี้ เอสมอสจะเก็บข้อมูลในภารกิจทั้งสองส่วนดังกล่าวด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า "ไมราส" (Microwave Imaging Radiometer with Aperture Synthesis: MIRAS) เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาว่ามีการเปลี่ยนแปลงของน้ำและความชื้นในดินและมหาสมุทรอย่างไรบ้าง และภาวะโลกร้อนส่งผลกระทบต่อวัฏจักรของน้ำอย่างไร เพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ปัญหาต่อไป โดยเอสมอสมีกำหนดปฏิบัติหน้าที่เป็นระยะเวลา 3 ปี โดยสามารถขยายเวลาการทำงานออกไปได้อีก 2 ปี

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

พันตรีศิริชัย  ทรัพย์ศิริ

สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

www.waddeeja.com

Tel.02-990-0331

0211521927

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2009-11-02 19:27:29 IP : 124.121.138.94


ความคิดเห็นที่ 14 (3129026)

กรมควบคุมมลพิษแนะ 3 R เอาชนะขยะได้

 

ตะลึง กรมควบคุมมลพิษเผยข้อมูลในปี 2551 มีปริมาณขยะเกิดขึ้น 15.03 ล้านตัน แต่นำมารีไซเคิลร้อยละ 23 เท่านั้น พร้อมกับแนะแนว 3 คือ Reduce เป็นการลดการใช้ Reuse เป็นการใช้ซ้ำ และ Recycle เป็นการนำกลับมาใช้ใหม่ โดยผ่านกระบวนการแปรรูปเพื่อนำกลับมาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น การรีไซเคิลกระดาษ

นางอรพินท์ วงศ์ชุมพิศ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาภาวะโลกร้อนกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของทุกชีวิตไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ สัตว์และพืชพรรณต่างๆ ที่มีการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนไป เนื่องจากอุณหภูมิของโลกสูงขึ้น โดยสาเหตุหลักเกิดจากก๊าซเรือนกระจก คือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และกาซมีเทนที่ปกคลุมชั้นบรรยากาศ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการจัดการขยะโดยการฝังกลบ ก็เป็นแหล่งกำเนิดก๊าซดังกล่าว

ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ผ่านมาของกรมควบคุมมลพิษ ในปี 2551 มีปริมาณขยะเกิดขึ้น 15.03 ล้านตัน ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการนำกลับมาใช้ประโยชน์หรือ
    รีไซเคิลเพียง 3.405 ล้านตัน หรือร้อยละ 23 เท่านั้น แนวทางหนึ่งที่จะเพิ่มอัตราการรีไซเคิล คือ การส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชนมีส่วนร่วมและมีความรู้ในการคัดแยกหรือลดการเกิดขยะซึ่งถือว่าเป็นการจัดการที่ต้นทาง สำหรับในประเทศไทยได้มีการนำหลักการลดการเกิดขยะมาใช้ที่เรียกว่า 3 R คือ Reduce เป็นการลดการใช้ ซึ่งเป็นการใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การใช้สินค้าชนิดเติม เป็นต้น Reuse เป็นการใช้ซ้ำ เพื่อให้คุ้มค่าที่สุด เช่น การใช้กระดาษ 2 หน้า เป็นต้น, Recycle เป็นการนำกลับมาใช้ใหม่ โดยผ่านกระบวนการแปรรูปเพื่อนำกลับมาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น การรีไซเคิลกระดาษ แก้ว หรือพลาสติก เป็นต้น

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

พันตรีศิริชัย  ทรัพย์ศิริ

สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

www.waddeeja.com

Tel.02-990-0331

1611521849

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2009-11-16 18:49:03 IP : 124.121.142.206


ความคิดเห็นที่ 15 (3129208)

อดีตเซ็กซี่สตาร์ฝรั่งเศสเสนออียูตั้ง "วันกินผัก" แก้ปัญหาโลกร้อน

อดีตเซ็กซี่สตาร์ชาวฝรั่งเศส "บริจิตต์ บาร์โดต์" เขียนจดหมายถึงคณะกรรมาธิการยุโรป เรียกร้องให้ชาวยุโรปแสดงพลังหยุดปัญหาโลกร้อนด้วยการเลิกกินเนื้อสัตว์แล้วหันมากินผักแทน พร้อมรณรงค์ตั้ง "วันกินผัก" ของชาวยุโรปเอง
       

       
บริจิตต์ บาร์โดต์ (Brigitte Bardot) อดีตนางเอกเซ็กซี่ชื่อดังชาวฝรั่งเศส เขียนจดหมายถึงนายโฮเซ มานูเอล บาร์โรโซ (Jose Manuel Barroso) ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป โดยมีเนื้อหาเรียกร้องให้สหภาพยุโรปเป็นแกนนำต่อสู้กับภาวะโลกร้อนด้วยการเลิกกินเนื้อสัตว์และหันมากินพืชผักแทน
       

       "
อีกไม่กี่สัปดาห์ก่อนถึงจะเริ่มการประชุมเรื่องสภาพภูมิอากาศที่กรุงโคเปนเฮเกน ฉันอยากจะโน้มน้าวความสนใจของคุณถึงความจำเป็นที่ต้องตั้งคำถามต่อฟาร์มปศุสัตว์ที่กังวลกันว่าก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม" ข้อความส่วนหนึ่งในจดหมายที่บาร์โดต์เขียนถึงประธานคณะกรรมาธิการยุโรปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
       
       
บาร์โดต์ยังระบุในจดหมายฉบับดังกล่าวด้วยว่าการเพิ่มขึ้นของฟาร์มปศุสัตว์ไม่ได้เพิ่มการปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำให้เกิดมลพิษในดินและน้ำเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งบาร์โดต์อ้างข้อมูลจากการศึกษาของธนาคารโลกและองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)
       
       "
หากประเทศที่พัฒนาแล้ว ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลงได้ ภาวะการขาดแคลนและอดอยากอาหารที่คร่าชีวิตเด็กเกือบ 6 ล้านคน ในแต่ละปีก็จะลดน้อยลงด้วย หน้าที่ร่วมกันนี้จะต้องปฏิบัติกันด้วยกันหมดทุกระดับ รวมทั้งสนับสนุนการกินมังสวิรัติด้วย"
       
       "
วันกินผัก (Vegetarian Day) ของชาวยุโรป จะเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงพลังต่อเรื่องนี้" บาร์โดต์ในวัย 75 ปี ระบุในจดหมาย ซึ่งปัจจุบันเธออุทิศชีวิตที่เหลือทำกิจกรรมพิทักษ์สิทธิสัตว์เป็นหลัก.

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

พันตรีศิริชัย  ทรัพย์ศิริ

สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

www.waddeeja.com

Tel.02-990-0331

1711520926

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2009-11-17 09:26:44 IP : 124.121.138.5


ความคิดเห็นที่ 16 (3134573)

นิวซีแลนด์ตั้งเป้าลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 10 ภายในปี 25633 ธันวาคม 2552

นายกรัฐมนตรีจอห์น คีย์ ของนิวซีแลนด์ แถลงว่า จะเข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กรุงโคเปนเฮเกนของเดนมาร์ก เนื่องจากใกล้บรรลุข้อตกลงกันแล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมประชุมดังกล่าว ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 17 - 18 ธันวาคมนี้
       
ทั้งนี้รัฐบาลนิวซีแลนด์ให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 10 จากระดับปี 2533 ให้ได้ภายในปี 2563 หากประเทศพัฒนาอื่นๆลงนามในข้อตกลงร่วมกัน

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)                   

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi.

หรือ สมาคมคนพิการ

0312522100

         

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2009-12-03 21:00:40 IP : 124.121.136.46


ความคิดเห็นที่ 17 (3135959)

ไทยเล็งเสนอลดก๊าซเรือนกระจกด้านเกษตร ต่อที่ประชุมโลกร้อน

 

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้น สามารถทำได้โดยการเก็บกักคาร์บอนในดิน เช่น การลดการไถพรวน การจัดการทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ การปลูกพืชคลุมดิน ดังนั้น ในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ระหว่างวันที่ 7 - 18 ธันวาคม 52 นี้ โดยนายกรัฐมนตรีไทยในฐานะผู้นำอาเซียนจะนำเสนอกรอบข้อผูกพันทางการเมืองต่อที่ประชุมของรัฐภาคี เพื่อให้มีการพัฒนาไปสู่การเจรจาจัดทำเอกสารที่มีผลผูกพันทางกฎหมายให้ได้ภายในปี ค.ศ.2012 โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับด้านเกษตรกรรม ซึ่งอยู่ภายใต้การพิจารณาของคณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยความร่วมมือระยะยาวในเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การใช้ประโยชน์ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินและป่าไม้ โดยไทยจะดำเนินการภายใต้กรอบท่าทีที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและได้ผ่านสภาเรียบร้อยแล้ว
       
นายธีระ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศที่กำลังพัฒนา ควรเน้นเรื่องการวิจัยและพัฒนาเพื่อการปรับตัวโดยต้องได้รับการสนับสนุนจากประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อไม่ให้นำเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรมาเป็นข้อกีดกันทางการค้า

 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

พันตรีศิริชัย  ทรัพย์ศิริ

สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

www.waddeeja.com

Tel.02-990-0331

0812522339

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2009-12-08 23:39:13 IP : 124.121.136.163


ความคิดเห็นที่ 18 (3138510)

จีนย้ำชัด ค้านเก็บภาษีคาร์บอนฯ ไม่เป็นธรรม

 

เอเจนซี-สื่อจีนรายงานการแถลงของกระทรวงพาณิชย์จีน โดยนายเหยา เจี้ยน โฆษกกระทรวงฯ วันที่ 16 ธ.ค. ถึงจุดยืนของทางการจีนที่ไม่เห็นด้วยกับการเก็บภาษีคาร์บอน ซึ่งมีการเสนอขึ้นมาในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ระหว่างวันที่ 7 - 18 ธ.ค.นี้
       
       
จุดยืนคัดค้านนี้ เนื่องจากเห็นว่า รายละเอียดของมาตรการนี้ไม่เป็นธรรมต่อประเทศกำลังพัฒนา เพราะไม่คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างประเทศกำลังพัฒนากับประเทศพัฒนาแล้วซึ่งแต่ละประเทศก็ไม่ควรแบกรับความรับผิดชอบเท่ากัน
       
       
อนึ่ง แนวคิดเรื่องการเก็บภาษีคาร์บอนได้รับการนำเสนอครั้งแรกโดยนายฌาคส์ ชีรัค อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และแคนาดาโดยแนวคิดดังกล่าวระบุให้มีการเก็บภาษีคาร์บอนกับประเทศที่ไม่พยายามลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ
       
       
สื่อจีนรายงานว่า เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้ผ่านร่างกฏหมายว่าด้วยการลดปริมาณการแพร่กระจายของก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงการเก็บภาษีคาร์บอน ส่งผลให้สหรัฐฯ สามารถเก็บภาษีนำเข้าสินค้าที่ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนจำนวนมากในสินค้าประเภทเหล็ก ซีเมนต์ แก้ว และกระดาษ จากประเทศที่ไม่พยายามลดการปล่อยก๊าซได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป
       
       
โดยก่อนหน้านี้ ธนาคารโลกได้วิเคราะห์ว่า การตั้งกำแพงภาษีสำหรับผลผลิตและสินค้านำเข้าของจีนและอินเดีย ในยุโรปและสหรัฐฯ ที่อาจสูงถึงร้อยละ 20 ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะส่งผลให้ยอดส่งออกสินค้าจากจีนไปยังสหรัฐฯ หดตัวลง ร้อยละ 20 และยอดส่งออกของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาร่วงลงร้อยละ 8
       
       
ในสองวันสุดท้าย (17-18 ธ.ค.) ของการเข้าร่วมประชุมที่มีผู้นำจีนและสหรัฐฯ ถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่โลกจับตาดูว่า ทั้งสองประเทศจะกำหนดเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างไร เพราะมีผลต่อความสำเร็จของการประชุมครั้งนี้มาก เนื่องจากจีนและสหรัฐฯแพร่กระจายความร้อนมากเป็นอันดับหนึ่ง และอันสองของโลก ตามลำดับ
       
       
ก่อนหน้านี้ จีนและสหรัฐฯ ปฏิเสธลงนามในพิธีสารเกียวโตฯ มาตรการลดความร้อนโลก ที่กำลังหมดอายุลงในปีนี้ อันเป็นที่มา ของการเปิดประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และถกข้อตกลงมาตรการลดความร้อนโลกระหว่างวันที่ 7-18 ธันวาคม52 นี้       

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

พันตรีศิริชัย  ทรัพย์ศิริ

สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

www.waddeeja.com

Tel.02-990-0331

1712521838

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2009-12-17 18:38:01 IP : 124.121.143.254


ความคิดเห็นที่ 19 (3138980)

สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงชาติพัฒนาแก้ปัญหาโลกร้อน

 

ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ จีน อินเดีย แอฟริกาใต้ และบราซิล ได้บรรลุข้อตกลงที่มีความหมายในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หลังจากที่เจรจากันนานหลายชั่วโมง ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก
       
เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว กล่าวว่า เป็นก้าวแรกที่สำคัญ แม้ว่ายังเป็นข้อตกลงที่ไม่เพียงพอในการต่อสู้กับภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
       
ทั้งนี้ ในข้อตกลงได้กำหนดให้ทุกประเทศเสนอสิ่งที่จะดำเนินการและพันธกรณี รวมถึงกลไกทางการเงิน และการติดต่อสื่อสารระหว่างกันถึงความคืบหน้าในการดำเนินงาน เพื่อนำไปสู่เป้าหมายรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)                   

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ

สมาคมคนพิการ

1912521113

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2009-12-19 11:12:39 IP : 124.122.2.106


ความคิดเห็นที่ 20 (3206480)
uggs for sale ugg boots many potholes and ruts lying in wait that said the local riders expertly maintain the trail cheap ugg handbags uggs most of trail is a beginner trail but includes
ผู้แสดงความคิดเห็น 1 (sylwpj-at-qq-dot-com)วันที่ตอบ 2010-08-25 03:15:11 IP : 125.121.215.19


ความคิดเห็นที่ 21 (3213163)
boots women boots women woman boots woman boots uggs on sale uggs on sale free boots free boots
ผู้แสดงความคิดเห็น 1 (xhqpfu-at-126-dot-com)วันที่ตอบ 2010-09-21 22:03:57 IP : 125.118.233.198


ความคิดเห็นที่ 22 (3221719)
Your Guide For Shopping for GHD Curly hair ghd straighteners The trend of hair follicles straightening has grow to be very popular nowadays and majority of females love to straighten their locks Inside the past it was frequent to straighten the hair follicles only on special events but currently women prefer to straighten their curly hair each day to look elegant and attractive It can be observed that hair follicles are damaged mainly because of exposure for the heat of your straightener so it can be needed to go by way of all safety measures that will minimize the harmful impacts of curly hair straighteners You will find various sorts of hair straighteners which have diverse features so the selection of your most suitable curly hair straightener is essential in accordance to the type of hair follicles so that you can stay away from the damaging effects ghd curly hair straightener could be the greatest straightener that offers quite a few advantageous capabilities You"ll find distinct models of ghd locks straighteners that happen to be suitable for certain sorts of head of hair GHD IV styler may be the most ideal tool that can be used for all forms of locks GHD IV salon styler is helpful for thick hair It has wider plates that make it effortless to straighten the curly hair in brief duration of time For those having brief hair follicles GHD IV mini styler may be the greatest option to buy and it can create waves or curls too For acquiring GHD hair follicles straightener it"s far better to evaluate the features and prices to select 1 which is in accordance to private demands There are lots of accessories that purchaser can obtain with the straightener so earlier than buying GHD hair follicles straightener the info about all equipment must be taken There are many ghd hair follicles straighteners that happen to be created in unique colors The coloration in the straightener has nothing to do with its features Individuals can choose any color of their choice Earlier than acquiring GHD locks straightener it"s vital to make sure that it provides the warranty of two years You will discover some pretend GHD hair follicles straighteners obtainable inside the markets so the buyer ought to be sure that the item he/she is getting is original If the GHD hair follicles straightener is bought from a reputable retailer then it"s going to not be a pretend straightener Cautious inspection earlier than buying the straightener lessens the dangers of getting a faux straightener
ผู้แสดงความคิดเห็น 1 (plerlk-at-mail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-11-01 22:58:32 IP : 125.122.102.4



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล 802/410 หมู่12 หมู่บ้านวังทองริเวอร์ปาร์ค ซอย10/4 ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี 12130 โทร : 02-990-0331 Copyright © 2010 All Rights Reserved.