ReadyPlanet.com


น้ำอัดลม - โรคอ้วน.


หยุด!! ดื่มน้ำอัดลม ป้องกัน"โรคอ้วน"ในเด็ก

(สกู๊ปแนวหน้า)

ปัจจุบันประเทศไทยพบโรคอ้วน เกิดกับเด็กและเยาวชนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเด็กไทยมักบริโภคน้ำตาล โดยเฉพาะ เครื่องดื่ม น้ำหวาน น้ำอัดลม โดยในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าเด็กไทยมีภาวะน้ำหนักเกินเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า คาดว่ามีจำนวนประมาณ 1.3 ล้านคน ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน  

"โรคอ้วน" หมายถึง สภาวะร่างกายที่มีไขมันสะสมไว้ตามอวัยวะต่างๆ มากเกินไป จนนำไปสู่โรคแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา อาทิ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและ หลอดเลือด และโรคข้อกระดูกเสื่อม

สำหรับสาเหตุของโรคอ้วน เกิดจากนิสัยการรับประทานอาหารที่ตามใจปากมากเกินความต้องการของร่างกาย โดยเฉพาะอาหารประเภท เนื้อ ไขมัน แป้ง และของหวาน สิ่งเหล่านี้จะถูกเก็บสะสมไว้ในร่างกาย ถ้ามีมากเกินไปก็จะ กลายเป็นไขมันพอกพูนตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

ปัจจุบันประเทศไทยพบโรคอ้วนเกิดกับเด็กและเยาวชนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเด็กไทยมักบริโภคน้ำตาลโดยเฉพาะ เครื่องดื่ม น้ำหวาน น้ำอัดลม โดยในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าเด็กไทยมีภาวะน้ำหนักเกินเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า คาดว่ามีจำนวนประมาณ 1.3 ล้านคน ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน

จากข้อมูลปัญหาโรคอ้วนของ มูลนิธิสาธารณสุข แห่งชาติ เคยรายงานว่า ปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นกับเด็กอ้วนมักมีอยู่ 5 อย่าง คือ ปัญหาหัวใจและหลอดเลือด ปัญหาระบบหายใจซึ่งมีผลต่อความสามารถในการเรียนรู้ของเด็ก ปัญหานิ่วในถุงน้ำดี ปัญหาการเกิดภาวะดื้ออินซูลิน (insulin) ซึ่งนำมาสู่การเกิดเบาหวานประเภทที่ 2 นอกจากนี้ ยังรายงานว่า การระบาดของโรคอ้วนเกิดจากการนิยมบริโภคน้ำอัดลม และ อาหารที่มีไขมันสูง

ขณะที่ ผลสำรวจของ "เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานในเด็กวัยประถมศึกษา" จาก 25 จังหวัด เมื่อปี 2550 พบว่า เด็กไทยแต่ละคนดื่มน้ำอัดลมเฉลี่ยวันละ 200 มิลลิลิตร ส่วน เอแบคโพลล์สำรวจเมื่อปี 2548 พบว่า เด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ร้อยละ 48.3 ดื่มน้ำอัดลมอย่างน้อย 1 แก้วต่อรอบ 1 สัปดาห์ เฉลี่ย 0.8 แก้วต่อวัน
(1.)



ผู้ตั้งกระทู้ พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com) :: วันที่ลงประกาศ 2011-08-24 21:39:34 IP : 101.108.125.217


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (3254054)

ทั้งนี้ นักวิจัยจากสถาบัน เบอร์มิงแฮมในอังกฤษ ได้ศึกษาวิจัยสารเคลือบฟันของเด็กวัยรุ่นอายุ 14 ปี ที่ดื่มน้ำอัดลม เป็นประจำ พบว่า มีจำนวนถึง 92% ที่เกิดการกร่อน (Erosion) เป็นเหตุให้ฟันบางลง หรือขอบฟันแตก ได้ง่าย โดยมีสาเหตุหนึ่งมาจากการดื่มน้ำอัดลม การดื่มน้ำอัดลม วันละครั้งก็อาจทำให้เด็กอายุ 12 ปี มีโอกาสฟันกร่อนได้ถึง 59% การดื่มน้ำอัดลมอาจทำให้เด็กดื่มนมน้อยลง อาจเป็นเหตุให้ ขาดแคลเซียม ในน้ำอัดลมที่มีโคล่า จะมี Caffeine อาจเพิ่มความดันโลหิต High fructose corn syrup ในน้ำอัดลม อาจทำให้มีผลเสียต่อระบบ metabolic และส่งผลให้อ้วนมากขึ้น

ต่อมาในช่วงปี 2549-2550 เครือข่ายเด็กไม่กินหวานได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสถานการณ์ การขายน้ำอัดลมในโรงเรียน การบริโภคของเด็ก ความคิดเห็นของครู และผู้ปกครอง เกี่ยวกับการเลิกขายน้ำอัดลมในโรงเรียน พบข้อมูลว่า โรงเรียนระดับมัธยมศึกษามีการจำหน่ายน้ำอัดลมมากกว่าโรงเรียนระดับประถมศึกษา ส่วนโรงเรียนประถมศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีการยกเลิกการจำหน่ายน้ำอัดลมในโรงเรียนเพิ่มขึ้นเป็นลำดับโดยปี 2550 มีโรงเรียนประถมศึกษาที่ยังคงขายน้ำอัดลมอยู่ร้อยละ 6

ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข จึงร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดทำโครงการ "สพท.อ่อนหวาน" เพื่อให้ภูมิคุ้มกันกับเด็กและเยาวชนไทย ได้เห็นว่า เครื่องดื่ม น้ำหวาน น้ำอัดลม ส่งผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพ

โดยโครงการนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีมติเห็นชอบให้แจ้งแนวทางการปฏิบัติไปยังสถานศึกษาในสังกัด ห้ามจำหน่ายน้ำอัดลมในสถานศึกษาตั้งแต่ปีการศึกษา 2551 ถือได้ว่าเป็นการประกาศนโยบายระดับชาติเพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนไทยจากปัญหาเด็กอ้วน และ เป็นการกระตุ้นและสนับสนุนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้ขยายการดำเนินงานตามนโยบายโรงเรียนปลอด น้ำอัดลมอย่างเต็มพื้นที่และต่อเนื่อง เพราะน้ำอัดลมบางชนิด มีกรดฟอสฟอริก ทำให้มีค่าพีเอสต่ำถึงประมาณ 2.9 ส่งผลทำให้ความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลงอาจมีผลทำให้กระดูกหักง่าย และ เป็นสาเหตุให้ท้องอืดได้

สำหรับวิธีการที่ทำให้โรงเรียนปลอดน้ำอัดลมมีด้วยกันหลายวิธี อาทิ ให้โรงเรียนจัดประชุม หรือรณรงค์ให้ความรู้ แก่ ครู ผู้ปกครอง แม่ค้าในโรงเรียน ให้เกิดความตระหนักและรู้โทษของการดื่มน้ำอัดลม,ประชาสัมพันธ์ให้ชุมชนได้เกิดความรู้ในเรื่องโทษของน้ำอัดลมทางสถานีวิทยุท้องถิ่น,ขอความร่วมมือให้โรงเรียนเลิกขายน้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบและอาหารเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมาก

(2.)

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2011-08-24 21:40:58 IP : 101.108.125.217


ความคิดเห็นที่ 2 (3254055)

โดยผลการดำเนินงาน ในปี 2553 มี สำนักงานเขต พื้นที่การศึกษา (สพท.) ที่เข้าข่าย "สทพ.อ่อนหวาน" (มีโรงเรียนประถมศึกษาปลอดน้ำอัดลม 100%) รวมทั้งหมด 10 แห่ง ใน 10 จังหวัด อาทิ

สพท.กทม. 3, สพท.พะเยาเขต 1, สพท.ลำพูนเขต 2, สพท.อุตรดิตถ์เขต 2, สพท.นครสวรรค์เขต 3, สพท. หนองบัวลำภูเขต 1, สพท.นครศรีธรรมราชเขต 3, สพท. พัทลุงเขต 1, สพท.สงขลาเขต 2, สพท.ภูเก็ต โดยในปี 2553 "มีโรงเรียนปลอดน้ำอัดลมทั้งหมด 4,981 แห่ง จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ส่งมาทั้งหมด 32 สพท.

สำหรับในปี 2554 จะมีการมอบรางวัลให้กับโรงเรียนปลอดน้ำอัดลมช่วงเดือนธันวาคม 2554 ทั้งนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ที่ยังไม่เคยได‰รับ รางวัล และสนใจเข้าร่วมประกวด มีโรงเรียนในเขตพื้นที่ เข้าเกณฑ์ที่กำหนด สามารถส่งใบสมัคร ไปที่สำนักงาน การประถมศึกษาขั้นพื้นฐานได้ถึง วันที่ 31 สิงหาคม 2554

++++++++++++++++++++++++++++++

สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล ( สพค.)

ASSOCIATION OF PERSONS WITH PHYSICAL DISABILITY INTERNATIONAL ( APDI. )

 

ที่ตั้ง 802/410 หมู่ 12 หมู่บ้านวังทองริเวอร์ปาร์ค ถ.พหลโยธิน 70 ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี 12130. โทรศัพท์ / FAX. 0-2990-0331, 08-1735-2316

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ

สมาคมคนพิการ

2408542143

*********************

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2011-08-24 21:42:37 IP : 101.108.125.217



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.