ReadyPlanet.com


คณะรัฐศาสตร์ - มหาวิทยาลัยปทุมธานี


จีนแซงเยอรมนี ชาติส่งออกอันดับหนึ่งของโลก

12 มกราคม 2553

วอชิงตันโพสต์,รอยเตอร์ จีนผงาดเป็นชาติผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลก ขณะที่ยอดส่งออกและนำเข้าของจีนเดือนธ.ค.พุ่งสูงเกินคาด นักวิเคราะห์ฟันธง ภาคการส่งออกที่แข็งแกร่งจะเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลปักกิ่งปล่อยเงินหยวนแข็งค่าในเร็ว นี้
       
       
สำนักงานศุลกากรของจีนเปิดเผยตัวเลขเมื่อวันอาทิตย์ (10 ม.ค.2553) ระบุ การส่งออกประจำเดือนธ.ค.ของจีนเพิ่มขึ้นร้อยละ17.7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 14 เดือน
       
       
แม้มิใช่จีนชาติเดียว ที่ยอดส่งออกเดือนดังกล่าวพุ่งฉลุย เกาหลีใต้ และไต้หวันต่างก็ปรับขึ้นเช่นกัน ทว่าของจีนดีดไปไกลกว่า จนกระทั่งเบียดเยอรมนีตกอันดับชาติผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลกในปีที่แล้วด้วยยอดมูลค่าการส่งออกกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงเล็กน้อยกว่าประมาณการณ์ส่งออก ที่ 1.17 ล้านล้านดอลลาร์ของแดนเบียร์ โดยสมาพันธ์การค้าส่งและการค้าต่างชาติแห่งเยอรมนี
       
       
อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยเมื่อปีที่แล้ว จีนเบียดขึ้นสู่อันดับหนึ่งได้ก็เนื่องจากยอดส่งออกของจีนตกลงเพียงร้อยละ16 ขณะที่ยอดส่งออกของเยอรมนีดิ่งลึกกว่า
       
       
อาร์เทอร์ โครเบอร์ กรรมการผู้จัดการของดราโกโนมิกส์ บริษัทวิจัยเศรษฐกิจในกรุงปักกิ่งระบุว่า ข่าวใหญ่อันดับต่อไปของจีนก็คือจีนก้าวขึ้นเป็นชาติเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลกแทนที่ญี่ปุ่น ซึ่งนักวิเคราะห์หลายคนคาดว่า น่าจะเกิดขึ้นในปีนี้
       

       ขณะเดียวกัน จีนยังคงเป็นชาติผู้นำเข้ารายใหญ่ โดยยอดนำเข้าเดือนธ.ค. เพิ่มร้อยละ 55.9 เป็นมูลค่า 112.3 พันล้าน ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยการนำเข้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ และเครื่องจักรกล ที่จำเป็นสำหรับโครงการก่อสร้างสิ่งสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งผุดขึ้นมากมายจากแผนกระตุ้นการใช้จ่ายจำนวนมหาศาลของรัฐบาลจีน
       

       
ตัวเลขเหล่านี้ ซึ่งรวมทั้งการเป็นชาติที่มีตลาดรถยนต์ และตลาดผู้ผลิตเหล็กกล้าขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อปีก่อน ล้วนสะท้อนถึงการบริโภคและการลงทุน ที่ความคึกคักแข็งแกร่งบนแดนมังกร ซึ่งช่วยปรับสมดุลใหม่แก่เศรษฐกิจโลก
       
       
รายงานของบาร์เคลย์ส แคปปิตอลเมื่อเร็ว ๆ นี้ระบุว่า จีนเป็นผู้ขับเคลื่อนสำคัญรายหนึ่งต่อการฟื้นตัวของตลาดโภคภัณฑ์ต่าง ๆ เช่นออสเตรเลียในปี2552 โดยจากข้อมูลส่วนใหญ่เมื่อไม่นาน เช่นการใช้ไฟฟ้า ที่เพิ่มขึ้น ล้วนบ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจจีน ซึ่งจะยังคงนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ทุกชนิดอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่สินแร่เหล็ก น้ำมัน ตลอดจนถึงข้าวโพด
       

       อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์มองว่า อัตราเร่งที่แข็งแกร่งของการนำเข้านี้ อาจทำให้มีโอกาสมากขึ้นที่เศรษฐกิจจีนจะร้อนแรง และยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลปักกิ่งใช้นโยบายเข้ามาควบคุม ซึ่งเห็นได้จากการขึ้นดอกเบี้ยร้อยละ0.05 สำหรับตั๋วเงินคลังอายุ 3 เดือนของธนาคารกลางจีนเมื่อวันพฤหัสฯ ( 7 ม.ค.2553) ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปีที่แล้ว
       
       
นอกจากนั้น บรรดานักเศรษฐศาสตร์ เช่น ไบรอัน แจ็กสัน แห่งรอยัล แบงก์ ออฟ แคนาดา เชื่อว่าภาคการส่งออกที่แข็งแกร่งจะยิ่งกดดันให้ปักกิ่งปล่อยเงินหยวนแข็งค่า โดยตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ของจีนมั่นใจขึ้นว่า อุปสงค์ในโลกมิได้อ่อนแออย่างที่พวกตนกลัวกันไป และไตรมาสแรกของปีนี้จะเป็นช่วงสำคัญอย่างยิ่ง ที่จีนจะไตร่ตรองสิ่งที่เกิดขึ้น โดยหากตัวเลขเศรษฐกิจยังคงคึกคัก รัฐบาลก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างๆ รวมทั้งนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวน หลังจากจีนไม่สนใจแรงกดดันจากสหรัฐฯ และชาติตะวันตก ที่ให้ปล่อยเงินหยวนแข็งค่า หลังจากเกิดวิกฤตการเงินโลกเมื่อกลางปี 2551
       
       
นักเศรษฐศาสตร์ส่วนหนึ่งมองว่า ถ้าภาคส่งออกของจีนยังคงแข็งแกร่ง เงินหยวนก็น่าจะเริ่มแข็งค่าขึ้นในราวสิ้นเดือนมีนาคม อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าจะเป็นไปอย่างพอประมาณ คือร้อยละ 3 ตลอดทั้งปีนี้ เนื่องจากจีนยังต้องสร้างตำแหน่งงานในภาคส่งออก และพยุงให้เศรษฐกิจโต จากความเห็นของหลิน ซ่งหลี่ นักเศรษฐศาสตร์ของกั๋วเซิน ซิเคียวริตี้ในกรุงปักกิ่ง
       
       
ขณะที่หวง กั๊วหัว นักสถิติของสำนักงานศุลกากรของจีนเรียกการดีดตัวของการส่งออกประจำเดือนธ.ค.นี้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญและผู้ส่งออกของจีนได้เดินผ่านช่วงเวลา ที่อ่อนแอมาถูกทางแล้ว

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ รุ่น 8 มหาวิทยาลัยปทุมธานี  (มปท.)

1201531910

*********************

 



ผู้ตั้งกระทู้ พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com) :: วันที่ลงประกาศ 2010-01-12 19:09:55 IP : 124.121.139.87


[1] 2 ถัดไป >>

ความคิดเห็นที่ 1 (3145191)

กยศ.เปิดแล้วกู้ออนไลน์53

12
มกราคม 2553



น.พ.ธาดา มาร์ติน ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กล่าวว่า ในปีการศึกษา 2553 นี้ กยศ.จะปล่อยกู้นักเรียน นิสิตนักศึกษา ประมาณ 9 แสนราย งบประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท โดยในจำนวนนี้แบ่งเป็นปล่อยกู้ต่อเนื่องหรือผู้กู้รายเก่า 5.6 แสนราย และผู้กู้รายใหม่ 3.3 แสนราย ซึ่งสำหรับผู้กู้รายใหม่ กยศ.เปิดให้ยื่นกู้ออนไลน์ผ่านระบบอี-สติวเดนต์โลน ที่ www.studentloan.or.th โดยสามารถลงทะเบียนเข้าใช้และบันทึกข้อมูลจริงทางเว็บไซต์ ส่วนผู้กู้ต่อเนื่องเข้าระบบได้ตั้งแต่บัดนี้เช่นกัน ทั้งนี้ ต้องเป็นผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นนักเรียน นักศึกษาในระดับมัธยมปลาย อาชีวศึกษาหรืออุดมศึกษา ลงทะเบียนขอรหัสผ่านทาง www.studentloan.or.th แล้วรอผลตรวจสอบทะเบียนราษฎร 1 วัน จึงเข้าไปป้อนข้อมูลการขอกู้ยืมได้ จากนั้นสถานศึกษาจะได้รับรายชื่อผู้ยื่นขอกู้ สัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกและประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์กู้ยืม โดยผู้มีสิทธิ์กู้ยืมต้องทำสัญญากู้ยืมผ่านระบบอีกครั้ง พร้อมยื่นแบบแสดงค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพ

"
วงเงินให้กู้ยืม กยศ.ขึ้นอยู่กับสาขาและระดับการศึกษา จึงขอแจ้งผู้ปกครอง นักเรียนและนักศึกษาให้เข้าไปดูรายละเอียดโดยเร็ว หรือสอบถามทางโทรศัพท์ 0-2610-4888 หรือสถานศึกษา" น.พ.ธาดา กล่าว

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ รุ่น 8 มหาวิทยาลัยปทุมธานี  (มปท.)

1201532006

*********************

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-01-12 20:05:59 IP : 124.121.139.87


ความคิดเห็นที่ 2 (3145289)

วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6985 ข่าวสดรายวัน


"ยูเอ็น"ปลุกสำนึกหยุดทำลายธรรมชาติ

 

ก่อนระบบนิเวศโลกพังพินาศบีบีซีรายงานว่า สหประชา ชาติ (ยูเอ็น) ประกาศให้ปีค.ศ. 2010 หรือพ.ศ.2553 เป็น "ปีแห่งความหลากหลายทางชีวภาพนานาชาติ" ปลุกจิตสำนึกประชาคมโลก ร่วมมือรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่ว่าจะเป็นผืนป่า ผืนน้ำ ผืนดิน สัตว์ชนิดต่างๆ ฯลฯ เพื่อให้สังคมมนุษย์ยังดำรงอยู่ได้ต่อไปอย่างปกติสุข เพราะถ้าไม่รักษาธรรมชาติเอาไว้ผลสุดท้าย มนุษย์ย่อมเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูงสุด

ย้อนกลับไป 8 ปีก่อน ผู้แทนรัฐบาลทั่วโลกให้คำมั่นผ่านที่ประชุมนครโยฮันเนสเบิร์ก ปีค.ศ.2002 ว่า จะกำหนดมาตรการลดการทำลายความหลากหลายทางชีวภาพให้เสร็จสิ้นภายในปีค.ศ.2010 แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าออกมาเป็นรูปธรรม อีกทั้งการขยายตัวของสังคมมนุษย์ เช่น การขยายตัวของเขตเมือง การทำเกษตรกรรม และรุกรานธรรมชาติเพื่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ ยังทำลายธรรมชาติในอัตราเร็วขึ้น

นายบัน คี-มุน เลขาธิการยูเอ็น แถลงว่า ความล้มเหลวในการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพครั้งนี้ควรเป็นสัญญาณเตือนให้โลกตระหนักว่า ถึงเวลาต้องร่วมมือกันวางนโยบายคุ้มครองป่าไม้ แหล่งน้ำ ปะการัง รวมถึงระบบนิเวศวิทยาทั้งหลายอย่างจริงจัง

ยูเอ็นเตือนด้วยว่า ที่ผ่านมา ระบบการทำงานตามธรรมชาติ เช่น ป่าชายเลนและป่าไม้ คอยทำหน้าที่ดูแลมนุษย์ฟรีๆ โดยไม่คิดมูลค่า ทั้งช่วยกรองอากาศ ผลิตออกซิเจน และป้องกันพิบัติภัยต่างๆ แต่มนุษย์หลงลืมมองคุณค่าตรงนี้

"
มนุษย์เรากำลังเผชิญหน้าวิกฤตการณ์ซึ่งนำไปสู่การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่" เจน สมาร์ต ผอ.ไอยูซีเอ็น องค์กรพิทักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพชั้นนำของโลก กล่าว

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ รุ่น 8 มหาวิทยาลัยปทุมธานี  (มปท.)

1301530951

*********************

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-01-13 09:51:18 IP : 124.121.139.87


ความคิดเห็นที่ 3 (3145290)

วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 19:48:30 น.  มติชนออนไลน์


อาชีวะไทยสุดเจ๋ง!! คว้าแชมป์"แกะน้ำแข็ง"โลก

นายพันธุ์ศักดิ์ โรจนากาศ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แถลงเมื่อวันที่ 12 มกราคม ถึงผลการแข่งขันแกะสลักน้ำแข็ง "The 2010 Harbin International Collegiate Snow Sculpture Contest" ระหว่างวันที่ 6-9 มกราคมที่ผ่านมา จัดโดยมหาวิทยาลัย Harbin Engineering University ณ เมืองฮาร์บิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีนว่า ตัวแทนที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)

ส่งร่วมแข่งขันได้รับรางวัลที่ 1 ประกอบด้วย

 

นายวิษณุ โพธิ์วิเชียร วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา, นายรุ่งชัย สุขเนตร วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา,

นายจักรกฤษ ผิวจันทร์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี,

นายเรืองฤทธิ์เดช สงขวัญ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี

 

ทั้งหมดเป็นนักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 แผนกวิชาวิจิตรศิลป์ โดยได้รับรางวัลที่ 1 ร่วมกับทีมนักศึกษาประเทศสหพันธ์รัฐรัสเซีย และจีน นอกจากนี้ ทีมนักศึกษาไทยยังคว้ารางวัลชนะเลิศ Popular Vote ชนะแชมป์เก่าอย่างรัสเซีย ในหัวข้อ "Thai Charming" แกะสลักน้ำแข็งขนาด 3x3 เมตร สูง 3.5 เมตร เป็นรูปยักษ์วายุภักษ์ ใช้เวลา 3 วัน ฝึกซ้อมแค่ 2 สัปดาห์ก่อนการแข่งขัน

การแข่งขันครั้งนี้มีผู้เข้าร่วม 33 ทีม จาก 8 ประเทศ

นายจักรกฤษ ผิวจันทร์ กล่าวว่า ได้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่ แต่มีอุปสรรคอยู่บ้างในเรื่องความหนาวเย็นของอากาศ ที่ติดลบถึง 35 องศา  


- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ รุ่น 8 มหาวิทยาลัยปทุมธานี  (มปท.)

1301530959

*********************

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-01-13 09:58:11 IP : 124.121.139.87


ความคิดเห็นที่ 4 (3145600)

เลิกภาระจำยอมโดยไม่ชอบด้วยกฏหมาย (กฎหมายคลายทุกข์)

 

           กฏหมายคลายทุกข์ฉบับนี้ขอตอบปัญหากฏหมายจากท่านผู้อ่าน ซึ่งขอคำแนะนำมาว่า ตนเองมีที่ดินแปลงหนึ่งเนื้อที่ประมาณ 200 ตารางวาขวางทางเข้าออกที่ดินเพื่อนบ้านประมาณ 20 ไร่ ต่อมาเพื่อนบ้านประสงค์จะขอผ่านทาง โดยยินยอมจ่ายค่าตอบแทนเป็นที่ดิน 1 ไร่แลกกับทางออกเนื้อที่ประมาณ 100 ตารางวา เพื่อใช้ทำถนนเข้าออกที่ดินของตนโดยมีการจดทะเบียนภารจำยอมผ่านที่ดิน 100 ตารางวาดังกล่าว ที่ดินที่เหลืออีก 100 ตารางวา เจ้าของทางออกก็นำไปปลูกบ้านอยู่อาศัยเต็มพื้นที่ หลังจากนั้นเพื่อนบ้านผู้ขอผ่านทางก็จัดทำถนนผ่านเข้าไปในที่ดินของตนและนำที่ดิน 20 ไร่มาแบ่งแยกเลี่ยงกฏหมายจัดสรร โดยวางผังแบ่งเป็นแปลง แต่ละแปลงสามารถใช้รถยนต์เข้าออกได้ ซึ่งรวมถึงที่ดิน 1 ไร่ที่ให้เป็นค่าตอบแทนแก่เจ้าของทางด้วย

ต่อมาด้วยเหตุใดไม่ปรากฏเจ้าของที่ดินผู้ขอผ่านทาง ว่าจ้างทนายความให้ทำสัญญาขอเก็บค่าใช้ทางที่ดิน 1 ไร่ที่เจ้าของทางออกได้รับค่าตอบแทน โดยหากจะใช้ถนนเข้าออกหน้าที่ดิน 1 ไร่นี้จะต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นรายเดือนๆละ 500 บาท หากไม่ชำระให้ตามสัญญา จะทำการปิดทางไม่ให้ผ่านเข้าออกอีกต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเจ้าของทางออกเดิมยอมทำสัญญาที่ทนายความทำขึ้นและจ่ายเงินเป็นประจำทุกเดือน ต่อมามีการขอเพิ่มค่าใช้ทางอีก 500 เป็น 1,000 บาทต่อเดือน

เจ้าของที่ดินเจ้าของทางออกเดิมเห็นว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงปรึกษาทนายความ ผลคือ ทนายความเสนอให้ยกเลิกสัญญาเพราะไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ยอมจ่ายค่าใช้ทางอีกต่อไป เจ้าของที่ดินผู้ขอผ่านทางไม่พอใจ จึงทำรั้วปิดกั้นไม่ให้ผู้อยู่อาศัยในที่ดินจำนวน 1 ไร่ผ่านเข้าออกถนนของตน ปัญหาของผู้อ่านถามว่า จะหาทางแก้ไขอย่างไร

ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว มีทางแก้ไขตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1349 และ 1350 โดย ปพพ.มาตรา 1349 มีหลักกฏหมายว่า ที่ดินแปลงใดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงถนนสาธารณะได้ เจ้าของที่ดินที่ถูกปิดล้อมก็สามารถผ่านที่ดินที่ปิดล้อมออกทางสาธารณะได้ และมาตรา 1350 มีหลักกฎหมายว่า ที่ดินแบ่งแยกหรือแบ่งโอนเป็นเหตุให้แปลงหนึ่งไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะ เจ้าของที่ดินที่ไม่มีทางออกมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินได้โดยไม่ต้องเสียค่าทดแทน

ตามข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายดังกล่าว เจ้าของที่ดินเจ้าของทางออกเดิมมีสิทธิโดยชอบที่จะผ่านที่ดินของตนที่เจ้าของที่ดินแปลงด้านในมาจดทะเบียนขอทางออกเอาไว้ทั้งแปลงแล้ว ส่วนที่ดิน 1 ไร่ที่แยกออกจากที่ดินแปลงใหญ่ 20 ไร่นั้น เจ้าของแบ่งแยกจัดสรรเป็นแปลงๆมีทางเข้าออกพร้อมแล้ว ที่ดิน 1 ไร่ดังกล่าวก็สามารถผ่านถนนที่ดินแปลงในได้ เมื่อถูกปิดก็สามารถฟ้องขอให้เป็นทางจำเป็นหรือทางภารจำยอมได้โดยไม่ต้องเสียค่าทดแทนตามมาตรา 1350 การที่ทนายความทำสัญญายกเลิกภาระจำยอมโดยไม่มีการจดทะเบียน ไม่สามารถบังคับใช้ได้ตามกฏหมาย

ส.ดำเนินสะดวก

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ รุ่น 8 มหาวิทยาลัยปทุมธานี  (มปท.)

1401530919

*********************

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-01-14 09:19:43 IP : 124.121.135.247


ความคิดเห็นที่ 5 (3145607)

กยศ. ปรับเพิ่มค่าครองชีพให้นักเรียน ขยายการกู้ยืม 4.5% เริ่มปีการศึกษา 53

 

              รศ. นพ. ธาดา มาร์ติน ผู้จัดการกองทุน กยศ. เปิดเผยว่า ในปีการศึกษา 2553 กองทุนฯ ได้มีการปรับเพิ่มวงเงินกู้ยืมในส่วนค่าครองชีพให้แก่นักเรียน นักศึกษาขึ้นจากเดิมในอัตราร้อยละ 10 เพื่อให้สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปัจจุบัน ได้แก่ ระดับมัธยมศึกษาจากเดิม 1,000 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 1,100 บาท ระดับปวช. 1,250 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 1,375 บาท ระดับ ปวท./ปวส./อนุปริญญา และปริญญาตรี 2,000 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 2,200 บาท ส่วนค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาให้คงที่ไว้เท่ากับปีที่ผ่านมา สำหรับการจัดสรรวงเงินกู้ยืมในปีการศึกษา 2553 กองทุนฯ ได้อนุมัติกรอบจำนวนผู้กู้ยืมทุกระดับทั้งสิ้นจำนวน 893,353 ราย แบ่งเป็นผู้กู้ยืมรายเก่า 563,731 ราย และผู้กู้ยืมรายใหม่ 329,622 ราย ใช้วงเงินกู้ยืมราว 36,985 ล้านบาท โดยเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนผู้กู้ยืมปีการศึกษา 2552 ซึ่งมีจำนวน 854,918 รายแล้ว ในปีการศึกษา 2553 มีจำนวนผู้กู้ยืมเพิ่มขึ้นจากเดิม 38,435 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 4.5

สำหรับการเปิดระบบ e-Studentloan ของภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 กองทุนฯ กำหนด ให้นักเรียน นักศึกษาที่ไม่เคยกู้ยืมและประสงค์จะยื่นคำขอกู้ยืมเงินในภาคเรียนนี้ ดำเนินการลงทะเบียนขอรหัสผ่านล่วงหน้า (pre-register) ทางเว็บไซต์ www.studentloan.or.th ได้ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2553 และเริ่มให้ยื่นแบบคำขอกู้ยืมตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมเป็นต้นไป ส่วนนักเรียน นักศึกษาผู้กู้ยืมรายเก่าที่ไม่เปลี่ยนระดับการศึกษาและไม่เปลี่ยนสถานศึกษาให้เริ่มเข้ามายืนยันการลงทะเบียนเรียนได้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ รุ่น 8 มหาวิทยาลัยปทุมธานี  (มปท.)

1401530937

*********************

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-01-14 09:37:35 IP : 124.121.135.247


ความคิดเห็นที่ 6 (3145953)

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6987 ข่าวสดรายวัน

เผยตารางสอบโอเน็ต



เมื่อวันที่ 14 ม.ค. นางอุทุมพร จามรมาน ผอ.สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยว่า สทศ.จะจัด

ทดสอบการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน(โอเน็ต) ประจำปีการศึกษา 2553 ให้

กับนักเรียนป.6 วันที่ 2-3 ก.พ.

นักเรียนม.3 วันที่ 4-5 ก.พ. และ

นักเรียน ม.6 วันที่ 20-21 ก.พ.นั้น

สทศ.จะทำจดหมายถึงศูนย์สอบ เขตพื้นที่การศึกษา ให้ช่วยดูการจัดสอบโอเน็ตอย่างใกล้ชิด รวมทั้งมีประชาสัมพันธ์ให้สนามสอบ หากสนามสอบหรือศูนย์สอบไหนมีข้อมูลว่ากระทำในสิ่งไม่ถูกต้อง หรือทุจริตในการสอบโอเน็ต สทศ.จะไม่ประกาศคะแนนของเด็กนักเรียน ในสนามสอบนั้นทั้งหมด จนกว่าจะตรวจสอบว่าไม่เป็นความจริง

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ รุ่น 8 มหาวิทยาลัยปทุมธานี  (มปท.)

1501531826

*********************


 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-01-15 18:26:08 IP : 124.122.241.118


ความคิดเห็นที่ 7 (3146223)

วันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6988 ข่าวสดรายวัน


จี้รัฐเปิดทางต่างชาติถืออสังหายาว




นายปฏิมา จีระแพทย์ กรรมการผู้จัดการ
บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า หากตัดความกังวลในเรื่องของปัญหาการเมืองไทยออกไป เชื่อว่าแนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยจากนี้ไปจะดีขึ้นเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียมระดับราคาปาน กลาง เนื่องจากมีแรงสนับสนุนจากการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) ซึ่งมีผลบังคับแล้วตั้งแต่ม.ค.53 มีผลให้การค้าและการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนคึกคักขึ้น โดยประเทศไทยเป็นเป้าหมายสำคัญที่ต่างชาติให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนขยายฐานการผลิตใหม่ รวมไปถึงมีแนวคิดที่จะย้ายสำนักงานสาขาภูมิภาคจากปัจจุบันส่วนใหญ่ตั้งสำนักงานที่สิงคโปร์และฮ่องกง ซึ่งมีต้นทุนค่าเช่าพื้นที่สำนักงาน, ที่อยู่อาศัย และค่าแรงงาน ที่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศไทย

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งทำในขณะนี้ เช่น การให้สิทธิพิเศษทางภาษีสำหรับต่างชาติที่จะเข้ามาเปิดสำนักงานสาขาในไทย การทบทวนกฎหมายการถือครองที่ดินของต่างชาติ โดยให้มีการขยายระยะเวลาถือครอง จากปัจจุบัน 30 ปี เป็น 90 ปี ซึ่งจุดนี้ยังจะช่วยดึงกลุ่มเกษียณอายุต่างชาติ เช่น เยอรมัน เกาหลี อังกฤษ ออสเตรเลีย และประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย ให้เข้ามาพำนักในไทยมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันมาเลเซียถือเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของไทย

นายปฏิมากล่าวถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯ

 

ว่า อสังหาริมทรัพย์ประเภทให้เช่าที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ทั้งโรงแรม และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ จะได้รับผลดีในระดับที่ทรงตัว หากจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยได้ตามเป้าหมายของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ 15-15.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7-10% จากปี"52 ที่พบว่าราคาห้องพักเฉลี่ยของทั้งสองตลาดได้ปรับลดลงทั้งทางตรงและทางอ้อม 30-40% ประกอบด้วย ในปีนี้จะมีโรงแรมระดับ 4-5 ดาว เปิดใหม่เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 14% หรือราว 4,600 ห้อง ส่วนตลาดอาคารสำนักงานเกรดเอ ราคาปรับขึ้นเฉลี่ยเพียง 5% ซึ่งต้องยอมรับว่ากรณีปัญหามาบตาพุด กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ รุ่น 8 มหาวิทยาลัยปทุมธานี  (มปท.)

1601531949

*********************

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-01-16 19:48:49 IP : 124.122.26.223


ความคิดเห็นที่ 8 (3146227)

วันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6938 ข่าวสดรายวัน


เที่ยว"จ. มหาสารคาม" ท่องทวารวดี

เชิด ขันตี ณ พล


สงสัยใคร่รู้ นั่นคือ "อะไรคือนาดูน" "กรุนาดูนอยู่ที่ไหน"

"นาดูน" เป็นอำเภอใน จ.มหาสาร คาม อดีตแหล่งอารยธรรมโบราณที่มีประวัติอันยาวนาน ที่ตั้ง อ.นาดูน คือ เมือง จัมปาศรี ที่เจริญรุ่งเรืองในสมัยทวารวดี เมื่อพุทธศตวรรษที่ 13-15 มีหลักฐานทางโบราณ คดีที่ค้นพบมากมาย

ถิ่นฐานอารยธรรมจัมปาศรีสันนิษฐานว่ามีความเจริญรุ่งเรืองมา 2 ยุค คือ ยุคทวารวดี ระหว่าง พ.ศ.1000-1200 และยุคลพบุรี ระหว่าง พ.ศ.1600-1800

ราวพุทธศตวรรษที่ 13-16 มีเจดีย์ 25 องค์ ขุดค้นพบแล้ว 10 องค์ เจ้าผู้ครองเมืองนครจำปาศรี นับตั้งแต่พระเจ้ายศวรราช สร้างสถานที่สักการบูชาในพิธีทางศาสนาพราหมณ์และพุทธ เช่น เทวาลัย ปรางค์กู่ เป็นต้น

ซึ่งถือว่าได้เจริญรุ่งเรืองทั้งในด้านศาสนา วัฒนธรรม และการปกครองจนถึงขีดสุดแล้ว และเสื่อมถอยลงจนถึงยุคอวสานในสมัยพระเจ้าฟ้างุ่มแหล่งหล้าธรณี

หลักฐานทางโบราณคดีพบว่า แถบนี้อดีตมีความเจริญรุ่งเรืองด้านพระพุทธศาสนา มีการขุดค้นพบหลักฐานศิลปะโบราณวัตถุจำนวนมาก ที่กลางทุ่งนา เช่น พระพิมพ์ดินเผาปางต่างๆ และสิ่งอันเป็นมงคลอย่างยิ่งที่ประมาณไม่ได้คือ "พระบรมสารีริกธาตุ"

เป็นสถูปทองสำริดทรงระฆัง ส่วนที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุเป็นผอบซ้อน 3 ชั้น คือ ทองคำ เงิน และสำริด ภายในผอบทองคำมีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุอยู่ 1 องค์ ลักษณะเป็นเกล็ดขาวขุ่นเท่าเมล็ดข้าวสารหัก

หลังจากการค้นพบจึงมีการสร้าง "พระธาตุนาดูน" มาเป็นที่ประดิษฐาน เป็นสถูปแบบศิลปะทวารวดี เสร็จในปี 2530 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ ทรงประกอบพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ต่อมาคณะรัฐมนตรีประกาศให้เป็น "พุทธมณฑลอีสาน" นับแต่นั้น "พระธาตุนาดูน" เป็นศูนย์รวมใจของพุทธศาสนิกชนเรื่อยมา



ส่วนพระพิมพ์ของกรุนี้เป็นพระพิมพ์ดินเผาหายาก เป็นที่ต้องการของนักสะสม ทำให้ราคาสูง ที่หายากที่สุดคือ พระทองคำ และพระพิมพ์เนื้อว่าน เพราะอยู่ชั้นแรกของกรุ ทำให้แตกหักจำนวนมาก ส่วนพระทองคำในกรุหนึ่งๆ จะมีไม่เกิน 5 องค์ มีชื่อเรียกว่า "พระยอดกรุ"

พระเนื้อดินเผา จัดว่าเป็นพระกรุเก่าแก่ที่สุดกรุหนึ่งของเมืองไทย เป็นกรุที่มีพระจำนวนมากที่สุด มีจำนวนพิมพ์มากกว่า 40 พิมพ์ โดยมีความแตกต่างในพิมพ์ทรงองค์พระ ซึ่งล้วนแต่ออกแบบงดงามอลังการยิ่ง แต่ละ พิมพ์บ่งบอกถึงความหมายอยู่ในตัว รวมทั้งยังบ่งบอกถึงคติความเชื่อ และความศรัทธาเลื่อมใสของบรรพชน

พระกรุนาดูนได้รับความนิยมสูงสุด 2 แบบ คือ พิมพ์เล็กสำหรับห้อยคอ และพิมพ์พระบูชา หรือพระแผง พระพิมพ์เล็กขนาดห้อยคอที่มีราคาสูงสุด คือ พระปางลีลา หรือปางตริภังค์ เป็นพิมพ์ที่ขุดพบน้อยมาก จึงหายาก รองลงมาคือ พระนาคปรกเดี่ยว พิมพ์เล็ก พระนาคปรกเดี่ยว พิมพ์ใหญ่

ส่วนพระแผงขนาดบูชา จะเป็นปางนั่งเมือง ปางเสด็จจากดาวดึงส์ ปางประทานพร ปางปาฏิหาริย์ ปางปรกโพธิ์ และพิมพ์ต่างๆ อีกหลายพิมพ์

ในครั้งนั้นมีชาวบ้านจากทุกทั่วสารทิศแห่มาขุดหาพระกันอย่างมากมาย เพื่อเป็นสิริมงคล บ้างก็เอาไว้ขาย เพราะได้ราคาดี โดยมีบรรดาเซียนพระมารับซื้อถึงปากหลุม ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับและเป็นที่ต้องการของเซียนพระเป็นอย่างมาก

ปัจจุบันยังพบเห็นร่องรอยการขุดอยู่ ซึ่งหากต้องการไปท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ก็สามารถทำได้ โดยอยู่ห่างจากตัวเมืองมหาสารคาม 65 ก.ม. เมื่อเลย อ.วาปีปทุม ไปประมาณ 20 ก.ม. เลี้ยวขวาเข้าไปประมาณ 10 ก.ม.จะเข้าเขต อ.นาดูน

หลังจากนมัสการพระธาตุนาดูนแล้วในบริเวณใกล้เคียงยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกหลายแห่ง สามารถเที่ยวชมได้ในเวลาสั้นๆ

เริ่มที่ "กู่สันตรัตน์" ใกล้กับถนนทางเข้า อ.นาดูน เป็นเทวสถานศิลปะสมัยบายน สร้างด้วยศิลาแลงสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กษัตริย์ขอม ช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 ใกล้กันคือ "กู่น้อย" หรือ "ศาลานางขาว" เป็นเทวสถานศิลปะสมัยขอม สันนิษฐานว่าเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา เพราะบริเวณนี้ขุดพบเทวรูปนางอุมาทำด้วยศิลาสีขาว นอกจากนั้นยังพบศิลาจารึก กล่าวถึงความเป็นมาของการก่อสร้างเทวสถานแห่งนี้ด้วย

นอกจากนี้ยังมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ห่างจากที่ว่าการอำเภอนาดูนไปทางทิศเหนือประมาณ 3 ก.ม. เป็นบ่อที่มีน้ำผุดขึ้นมาจากพื้นดินตลอดเวลาไม่มีเหือดแห้ง มีพิธีอัญเชิญน้ำศักดิ์สิทธิ์จากบ่อน้ำแห่งนี้เข้าร่วมพิธีราชาภิเษกมาตั้งแต่รัชกาลที่ 7 และมหามงคลพระชนมพรรษา 5 รอบ เมื่อเดือนธันวาคม 2530 และ 6 รอบ เมื่อ 5 ธันวาคม 2542

ส่วนที่พลาดไม่ได้คือ "ฮูปแต้ม" หรือ "จิตรกรรมฝาผนังโบราณอายุเกินร้อยปี" ที่วัดป่าเรไร บ้านหนอง พอก ห่างจากพระธาตุนาดูนประมาณ 10 ก.ม. วัดโบราณแห่งนี้สร้างมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2224 ภายในพระอุโบสถมีภาพเขียนด้วยสีฝุ่นออกวรรณะเย็น เป็นเรื่องเกี่ยวกับพุทธประวัติ พระมาลัย รามเกียรติ์ และพระเวสสันดรชาดก ใกล้กันคือ "วัดโพธาราม" บ้านดงบัง มีภาพเขียนโบราณเล่าเรื่องราวชีวิตของคนยุคนั้น สันนิษฐานว่าเป็นฝีมือช่างคนเดียวกันด้วย

ห่างออกไป 30 ก.ม. ไปสัมผัสแหล่งธรรมชาติใน "เขตห้ามล่าสัตว์ป่าดูนลำพัน" หรือป่าดอนปู่ตา แหล่งอาศัยของ "ปูทูลกระ หม่อม" หรือ "ปูจุฬาภรณ์" นามพระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัย ลักษณ์ ปูกระดองสีม่วงแดง ก้ามขาสีเหลืองอมส้มปนขาว ขอบตาสีขาว อาศัยอยู่ในรูลึกมาก แต่นักท่องเที่ยวมีโอกาสได้เห็น เนื่องจากเจ้าหน้าที่นำปูจำนวนหนึ่งมาใส่ตู้ไว้ให้ได้ชม

จากนั้นเดินทางต่อไปที่ "วนอุทยานโกสัมพี" อ.โกสุมพิสัย ถิ่นอาศัยของ "ลิงสีทอง" แห่งเดียวของประเทศไทย ห่างจาก อ.นา เชือก 80 ก.ม. ห่างจาก อ.เมืองมหาสารคาม 24 ก.ม. บรรยากาศภายในร่มรื่นมีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นอยู่ทั่วบริเวณ ที่เป็นอาหารของลิง และเพราะอุทยานอยู่ติดกับลำน้ำชีจึงมีลมพัดเย็นสบายตลอดเวลา เหมาะแก่การเที่ยวพักผ่อน

เอกลักษณ์ของป่าแห่งนี้คือ ลิงวอก หรือลิงแสม ที่อาศัยอยู่นับพันตัว เป็นลิงป่าอยู่ที่นี่มานับร้อยปี มีขนเป็นสีทอง นิสัยไม่ดุร้าย นักท่องเที่ยวนำอาหารไปเลี้ยงลิงได้ แต่ควรระมัดระวัง รวมทั้งการจอดรถต้องคอยเฝ้าระวัง เพราะลิงอาจสร้างความเสียหายได้

แหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งคือ "อุทยานหินหล่อง" ห่างจาก อ.โกสุมพิสัย 20 ก.ม. ตามเส้นทางโกสุมพิสัย-ขอนแก่น เป็นป่าสาธารณะเนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ ในป่ามีหลุมหินธรรมชาติกระจายอยู่ทั่วไป ภาษาอีสานเรียก "เป็นหลุมต่องหล่องแต่งแหล่ง" คือที่มาของคำว่า "หินหล่อง"

หลุมหินมีจำนวนมาก ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ บางหลุมกว้าง 4-5 เมตร ลึก 1-2 เมตร บางหลุมลึกมาก มีพวกวัว *** เคยตกลงไปตายมาแล้ว แต่ละหลุมจะมีน้ำขังอยู่ตลอดปีเป็นน้ำที่ใสสะอาด

คนท้องถิ่นโบราณเชื่อว่าเป็นที่เก็บสมบัติหรือครกตำข้าวของคนแปดศอก หากมองในเชิงภูมิศาสตร์น่าจะเกิดจากการกัดเซาะของน้ำ เพราะเป็นลักษณะลานหินเอียงลาด เมื่อฝนตกลงมาอย่างแรงและเร็วน้ำก็จะหมุนกัดเซาะไปเรื่อยๆ เมื่อเวลาล่วงเลยหลายล้านปีหลุมหินก็จะขยายกว้างขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่รอการพิสูจน์ว่าเป็นฝีมือมนุษย์หรือธรรมชาติ

แม้ข่าวการโจรกรรมพระกรุนาดูนเป็นเรื่องไม่ดี แต่ข้อดีอีกมุมที่ได้จากเหตุการณ์นี้คือ ทำให้หลายคนได้รู้จัก "นาดูน อดีตแห่งทวารวดี

 

 นี่เป็นอีก หนึ่งวิชา 1 ของคณะรัฐศาสตร์ วิชา...ประวัติศาสตร์ชาติไทย สอนโดย อ.สมชาย. ม.ปทุมธานี!

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ รุ่น 8 มหาวิทยาลัยปทุมธานี  (มปท.)

1601532009

*********************

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-01-16 20:09:05 IP : 124.122.26.223


ความคิดเห็นที่ 9 (3146492)

วิธีการดำเนินการทางวินัยกรณีไม่ร้ายแรง (ราชการแนวหน้า)

 

1. เมื่อเกิดมีการกล่าวหาหรือมีกรณีเป็นที่สงสัยว่า ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทำผิดวินัย ก็ให้ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 ทราบโดยเร็ว และให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 ดำเนินการทางวินัยตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 โดยเร็วด้วยความยุติธรรมและโดยปราศจากอคติ (มาตรา 90 วรรคหนึ่ง)

2. หากผู้บังคับบัญชาหรือผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 ละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ ในการดำเนินการทางวินัยโดยไม่สุจริต ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัย ก็แสดงว่าเรื่องการดำเนินการทางวินัยเป็นเรื่องสำคัญของผู้บังคับบัญชาและผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 ที่จะต้องปฏิบัติ หากคิดจะมอบหมายให้ผู้บังคับบัญชาระดับต่ำ ลงไปปฏิบัติแทนก็ให้ทำได้ตามหลักเกณฑ์ที่ ก.พ.กำหนด แต่ในระหว่างที่ยังไม่มีหลักเกณฑ์ของ ก.พ.การมอบหมายให้ปฏิบัติราชการแทนให้เป็นไปตามที่พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 บัญญัติไว้ (มาตรา 90 วรรคสอง และวรรคสาม)

3. ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชารายงานหรือความดังกล่าวปรากฏแก่ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 ก็ตกเป็นภาระของผู้บังคับบัญชา ซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 ที่จะต้องรีบดำเนินการหรือสั่งให้ดำเนินการสืบสวนหรือพิจารณาในเบื้องต้นว่ากรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยหรือไม่ ถ้าเห็นว่ากรณีไม่มีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ก็ให้ยุติเรื่องได้ แต่ถ้าเห็นว่ากรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่าข้าราชการผู้ใดกระทำผิดวินัยโดยมีพยานหลักฐานในเบื้องต้นอยู่แล้วให้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรงแล้วแต่กรณีต่อไป (มาตรา 91)

4. ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ กรณีไม่ปรากฏตัวผู้กล่าวหาเช่นกล่าวหาโดยบัตรสนเท่ห์จะต้องปฏิบัติประการใด ตรงนี้มีมติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ นร.0206/218 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2541 กำหนดให้รับพิจารณาเฉพาะรายที่ระบุหลักฐานและกรณีแวดล้อมปรากฏชัดแจ้งตลอดจนชี้พยานบุคคลแน่นอนเท่านั้น และในกรณีที่รับพิจารณา ก็ให้ผู้บังคับบัญชารีบดำเนินการสืบสวนก่อน (ว.19/2547 ของ ก.พ.)

5. หลักเกณฑ์วิธีการและระยะเวลาเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.พ. ซึ่งรวมถึงการสอบสวนด้วย ในระหว่างที่ ก.พ. ยังมิได้กำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวมาตรา 132 บัญญัติให้นำกฎ ก.พ.และหลักเกณฑ์ที่ ก.พ.กำหนดไว้เดิมตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 มาใช้บังคับเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551

6. กรณีกล่าวหามีการกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง หากได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบพร้อมทั้งรับฟังคำชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหาแล้ว ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหา ก็ให้ผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษตามควรแก่กรณีโดยไม่แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนก็ได้ แต่ถ้าเห็นว่าไม่ได้กระทำผิดก็ให้สั่งยุติเรื่องได้ (มาตรา 92)

7. ในกรณีที่จะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรง ตรงนี้ขณะนี้ต้องนำหลักเกณฑ์และวิธีการตาม ว.19/2547 ของ ก.พ.ที่กำหนดเดิมมาใช้บังคับโดยอนุโลมโดยกำหนดขั้นตอนตามกฎ ก.พ. ฉบับที่ 18 (พ.ศ.2540) ข้อ 14 และข้อ 15 โดยอนุโลมซึ่งแยกสรุปสาระสำคัญได้ 7 ขั้นตอน กรรมการสอบสวนจะก้าวข้ามขั้นตอนหรือสลับขั้นตอนไม่ได้ ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการสอบสวนก็เรียนรู้ไว้ด้วยครับ

ปฏิรูป

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ รุ่น 8 มหาวิทยาลัยปทุมธานี  (มปท.)

1701532034

*********************

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-01-17 20:34:36 IP : 124.122.241.223


ความคิดเห็นที่ 10 (3147557)

วันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6993 ข่าวสดรายวัน

นักศึกษาจาก ม.เกริกคว้าที่1ถ่ายภาพ ถ่ายทอดแสงแห่งปัญญาได้ตรงไปตรงมา

 


        นาย มนชัย ไชยมนตรี นักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเกริก คว้าโล่รางวัลชนะเลิศการประกวดภาพถ่าย ในระดับนักเรียนนักศึกษาไปครอง พร้อมโล่รางวัล ทุนการศึกษา และGift Voucher จากดั๊บเบิ้ล เอ บุ๊ค ทาวเวอร์ มูลค่ารวม 15,000 บาท โดยเจ้าตัวบอกถึงผลงานดังกล่าวว่า ตนรู้สึกภูมิใจกับผลงาน และรางวัลที่ได้รับ เพราะเป็นเวทีแรกที่ได้รับรางวัลชนะเลิศหลังจากเคยร่วมประกวดภาพถ่ายจากหลายเวที สำหรับภาพแสงแห่งปัญญา คือ แสงสว่างแห่งความสำเร็จ เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวแบบง่ายๆและตรงไปตรงมา โดยหลังจากตีโจทย์ที่ได้รับแล้ว ผมจะดูว่ากรอบของโจทย์คืออะไร และควรจะออกนอกกรอบได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งการประกวดครั้งนี้จะเน้นเรื่องของการอ่านและการศึกษา ผมจึงนึกถึงผู้พิการทางสายตา ที่แม้จะอยู่ในโลกมืด แต่สามารถที่จะศึกษาหาความรู้ได้โดยไม่ต้องอาศัยแสงสว่างจากโลกภายนอก แต่เป็นการแสวงหาจากความรู้สึกและจิตใจที่พร้อมที่จะศึกษาหาความรู้ โดยผมเปรียบการอ่านและการศึกษา เสมือนแสงแห่งปัญญาของพวกเขาเหล่านั้นตามโจทย์ที่ได้รับ

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ

สมาคมคนพิการ

2101531203

*********************

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-01-21 12:03:02 IP : 124.121.144.153


ความคิดเห็นที่ 11 (3150005)

ธปท.เปิดช่องระบายเงินออก แก้บาทผันผวน-สกัด"ฟองสบู่"

 

ธปท." ยอมรับเงินนอกทะลักเข้ามากไป เตรียมผ่อนคลายเกณฑ์นำเงินลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้นหวังสกัดปัญหาค่าบาทผันผวน และปัญหาฟองสบู่ในอนาคต ชี้ศก.ไทยยังมีปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน ทั้งบจากภายในและภายนอกประเทศ

นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวสุนทรพจน์ประจำปี 2553 เรื่อง "ทิศทางนโยบายของธปท.และความท้าทายของเศรษฐกิจไทย" ว่า ธปท.เตรียมประกาศผ่อนคลายเกณฑ์นำเงินไปลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติมภายในสัปดาห์หน้า เพื่อเปิดสบับสนุนให้นักลงทุนไทยไปลงทุนในสินทรัพย์ หุ้นหรืออื่นๆในต่างประเทศมากขึ้น รวมทั้งจะทำให้ธุรกิจมีเครื่องมือในการลงทุน และกระจายความเสี่ยง และบริหารความเสี่ยงได้มากขึ้น ที่สำคัญเพื่อเพื่อให้การไหลเข้าไหลออกของเงินมีความสมดุล

ผู้ว่าแบงก์ชาติกล่าวอีกว่า เคลื่อนย้ายเงินจากต่างประเทศ มีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจของประเทศต่างๆจะฟื้นตัวในความเร็วที่แตกต่างกัน โดยประเทศที่ฟื้นตัวเร็วก็จะมีแรงกดดันจากเงินเฟ้อเร็วขึ้น ทำให้จำเป็นต้องปรับดอกเบี้ยสูงเร็วกว่าประเทศที่ฟื้นตัวช้า ซึ่งก็จะดึงดูดให้เงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศมากขึ้น เพื่อมาหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากการลงทุน ซึ่งไทยและประเทศในเอเชียได้เห็นแรงกดดันนี้บ้างแล้วตั้งแต่ช่วงปลายปี2552 จนทำให้หลายประเทศในเอเชียต้องออกมาตรการเพื่อดูแลความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย

"ส่วนค่าเงินบาทผันผวนมากขึ้นตามไปด้วย ความเสี่ยงของผู้ประกอบการจึงมีมากขึ้น และที่สำคัญหากเงินทุนไหลเข้ามีมากจนมีไม่ระมัดระวัง ผลที่ตามมาคือ การเกิดปัญหาฟองสบู่ในอนาคต"

นางธาริษา กล่าวต่อว่า ภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน มีความแตกต่างจากปี 2549 ที่ ธปท.ได้มีการออกมาตรการกันสำรอง 30 % เนื่องจากในขณะนั้นมีการไหลเข้ามาของเงินทุนค่อนข้างเร็วและแรง ขณะที่การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของธปท.ที่มีค่อนข้างน้อยกว่าในปัจจุบัน จึงทำให้ไม่ทันเวลา ทำให้ติดตามทิศทางการไหลเข้า-ออกของเงินได้ยากและล่าช้ากว่าปัจจุบัน

"แต่หลังจากปี 2549 เป็นต้นมา ธปท.ได้มีการเปลี่ยนแปลงการดูแลเงินไหลเข้า-ออกของเงินให้มีความสะดวกมากขึ้น และรับรู้ข้อมูลได้เร็วมากขึ้น เมื่อเทียบกับที่ผ่านมา ทำให้สามารถติดตามการไหลเข้า-ออกของเงินทุนได้อย่างใกล้ชิดและรวดเร็วมากขึ้น โดยให้ธนาคารพาณิชย์จัดส่งข้อมูลเป็นรายวัน เป็นผลให้สามารถปล่อยเงินไหลเข้า-ออกได้อย่างเสรีมากขึ้นและมีเครื่องมือบริหารความเสี่ยงได้มากขึ้นกว่าเดิม ส่วนหนึ่งก็เพื่อช่วยให้ผู้ลงทุนคล่องตัวมากขึ้น "นางธาริษากล่าว

อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่เห็นการเก็งกำไรค่าเงิน และพบการพักเงินทุนในไทยเพื่อเก็งกำไรค่าเงินหยวน โดยพบว่า เงินตราต่างประเทศส่วนใหญ่มาจากรูปของ การส่งออกสุทธิ 20 พันล้านเหรียญสหรัฐ จากตราสารหนี้ 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ และตลาดทุน 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้นหากดูจากขนาดตัวเลขจะเห็นว่าจะมาจากการส่งออกมากกว่า และคาดว่ารายได้จาการส่งออกสุทธิในปีนี้คงจะน้อยกว่าปีก่อน 10 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนตราสารหนี้คงไม่มากนักเมื่อเทียบกับการส่งออกสุทธิ

"เพราะประเทศเราไม่ใช้เป้าหมาย เพราะเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเรามีปัจจัยเสี่ยงภายในประเทศเพิ่มขึ้นมาก ทั้งการเมือง และมาบตาพุด"นางธาริษากล่าว

นางธาริษา กล่าวถึงภาพรวมของเศรษฐกิจไทยว่ายังมีความเสี่ยงอยู่หลายด้าน ได้แก่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง โดยเฉพาะประเทศสหรัฐที่ยังมีอัตราการว่างงานสูง ขณะที่ประเทศในสหภาพยุโรปกำลังประสบปัญหาฐานะการคลัง และหนี้สาธารณะสูงค่อนข้างมากจนกระทบต่อการจัดอันดับน่าเชื่อถือ จึงต้องใช้เวลาอีกพอสมควร กว่าเศรษฐกิจโลกจะกลับเข้ามาที่เข้าทางอีกครั้ง 2.เงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศที่มีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น

3.ความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งเป็นปัญหาสืบเนื่องจากการที่เรายังขาดกฎติกาในการหาช่องทางออกร่วมกันให้กับปัญหาบ้านเมือง และความขัดแย้งทางสังคม ทำให้ปัญหาการเมืองเรื้อรังและมีความไม่เชื่อใจกันมากขึ้น สร้างผลกระทบต่อภาวะแวดล้อมทางธุรกิจและบรรยากาศทางลงทุนจนนักลงทุนต้องชะลอการลงทุนออกไป เป็นผลให้การลงทุนภาคเอกชนของไทยอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติมาก และเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการฟื้นตัวของศักยภาพการผลิตของไทยในระยะยาว

"อาจจะเป็นเรื่องแปลกที่ธปท.พูดเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของธปท. ไม่พูดเรื่องของตัวเอง เพราะเห็นว่าปัญหาในประเทศที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นหน้าที่ทุกฝ่ายไม่ใช่ใครคนเดียวหรือแค่รัฐบาลจะสามารถแก้ไขได้ โดยถือว่าเรื่องที่คนจะต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางออกให้ประเทศเพื่อไม่กระทบต่อเศรษฐกิจ"นางธาริษากล่าว

ขณะนี้ธปท.ยังไม่เห็นสัญญาณภาวะฟองสบู่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจของไทย แต่ก็จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไปเพื่อความไม่ประมาท เพราะเรามีบทเรียนจากปี 2440 ทำให้เราต้องระมัดระวังมากขึ้น

นางธาริษา กล่าวว่า จากการที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวที่ชัดเจนมากขึ้น การดำเนินนโยบายการเงินการคลังแบบผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนกับปีที่ผ่านมา ขณะนี้จึงมีความจำเป็นปรับน้อยลง ดังนั้น ในปีนี้ภาครัฐจะเผชิญกับความท้าทายเรื่องการเลือกจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการทยอยลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนเพราะหากดำเนินการเร็วเกินไปก็อาจส่งผลเสียต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ในทางกลับกันหากใช้นโยบายผ่อนคลายนานเกินไปก็อาจทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อหรือภาวะฟองสบู่ได้ ซึ่งเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในอนาคตได้
- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ รุ่น 8 มหาวิทยาลัยปทุมธานี  (มปท.)

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ

สมาคมคนพิการ

2901531940

*********************

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-01-29 19:40:25 IP : 124.121.138.202


ความคิดเห็นที่ 12 (3150234)

วันพรุ่งนี้.... 31 ม.ค.53 สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล ร่วมกับ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยปทุมธานี จะเดินทางไปให้ความรู้ ผู้ใหญ่บ้าน / กำนัน / อสม. / คนพิการและครอบครัว ในพื้นที่ อ.กุยบุรี  จะมีการบรรยายเรื่องสิทธิคนพิการ ผู้สูงอายุ ณ ห้องประชุม อบต.หาดขาม อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์


- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

 

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ

สมาคมคนพิการ

3001531937

*********************

นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ รุ่น 8 มหาวิทยาลัยปทุมธานี  (มปท.)

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-01-30 19:37:16 IP : 124.121.137.89


ความคิดเห็นที่ 13 (3151404)

นิสิตนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยปทุมธานี ร่วมกับ สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล เดินทางไป จ.ประจวบคีรีขันธ์  เพื่อไปออกค่ายอาสาสิงห์สัมพันธ์ 

และมีการบรรยายให้ความรู้เรื่องกฎหมายของคนพิการให้กับ คณะผู้บริหาร อบต./ ผู้ใหญ่บ้าน / อสม. / อผส. ของ อบต.หาดขาม อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ บัดนี้.. ภาระกิจดังกล่าวสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ทุกประการ

ทางคณะรัฐศาสตร์ และสมาคมฯ ขอขอบคุณ ผู้ที่เข้าร่วมรับฟังการบรรยายดังกล่าว ทุก ๆ ท่าน

และขอขอบคุณผู้มีรายนามดังต่อไปนี้..

1. นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหาดขาม

2. ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหาดขาม

3.ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลหาดขาม

4.เจ้าพนักงานพัฒนาชุมชน อบต.หาดขาม

5.เจ้าหน้าที่พลขับรถ / เจ้าหน้าที่ ที่ช่วยติดตั้งแผ่นป้ายไวนิล

6. ผู้ใหญ่บ้านทุก หมู่ที่เข้าร่วมประชุม

7. อสม. / อผส. อบต.หาดขาม

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - -            

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ สมาคมคนพิการ

0302531842

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-02-03 18:41:58 IP : 124.121.143.13


ความคิดเห็นที่ 14 (3152817)

พบกล้องยาสูบ-เหรียญโบราณ ชี้ชัดชาวดัชต์เข้าไทยกว่า 400 ปี

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

 

กรมศิลป์" ขุดพบคลังเก็บสินค้าชาวฮอลันดา ระบุมีกล้องยาสูบ-เครื่องถ้วย-เหรียญโบราณ ชี้ชัดชาวดัชต์ตั้งถิ่นฐานในไทยกว่า 400 ปี ผอ.อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาเผยใช้เป็นต้นแบบภาพสันนิษฐานหมู่บ้านฮอลันดา จำลองเป็นแหล่งเรียนรู้-ท่องเที่ยวเมืองกรุงเก่า
       
       
นายเมธาดล วิจักขณะ ผู้อำนวยการอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า จากการที่ประเทศไทยและประเทศฮอลันดามีการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ครบ 400 ปีตั้งแต่ในปี 2547 ขณะนั้นได้จัดทำโครงการขุดแต่งและขุดค้นหมู่บ้านฮอลันดาพบรากฐานอาคาร 3 หลัง ปี 2547 พบอีก 3 หลัง แต่เนื่องจากข้อจำกัดของงบประมาณจึงไม่สามารถบูรณะต่อได้ จึงนำทรายมากลบพื้นที่ไว้ ต่อมาปี 2551 ได้ทำโครงการขุดค้นตั้งแต่เดือน พ.ย. 2551 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน พบฐานอาคารอีกหลายหลังและโบราณวัตถุ อาทิ เศษกระจก ชิ้นส่วนขวดแก้ว ภาพชนะดินเผาจากแหล่งเตาในประเทศจีนและญี่ปุ่น เหรียญ 25 สตางค์ ชิ้นส่วนทองเหลือง สากหิน หินบด ฟันกวาง กระดูกเท้ากวาง เปลือกหอยมุก ปะการัง เป็นต้น
       
       
ผอ.อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา กล่าวต่อไปว่า ล่าสุดตนได้รับรายงานว่าจากเจ้าหน้าที่ทางสำนักงานศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยาและอุทยานประวัติศาสตร์ฯ ได้พบโบราณวัตถุและซากอาคารในลักษณะคลังเก็บสินค้าสำคัญๆอีกหลายชิ้น อาทิ กล้องยาสูบดินเผา ซึ่งมีการประทับตราเมืองและปีที่ผลิตปรากฎอยู่ด้วย เครื่องภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาในประเทศจีนที่ผลิตขึ้นเพื่อเป็นสินค้าของวีโอซี เมืองอัมเตอร์ดัม ในประเทศฮอลันดา หรือเนเธอร์แลนด์ในปัจจุบัน เหรียญวีโอซี เหรียญเก่าของฮอลันดาใช้แลกเปลี่ยนสินค้า มีตราของวีโอซีประทับอยู่ด้วย
       
       
ทั้งนี้ ซากฐานอาคารน่าจะมีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมแบบอาคารตะวันตกในราวพุทธศตวรรษที่ 22 และโบราณวัตถุดังกล่าวแสดงชัดเจนว่า ฮอลันดาเป็นชาวตะวันตกชาติแรกๆที่เดินทางเข้ามาติดต่อเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศไทย และให้ความสำคัญในการตั้งสถานีทางการค้าสากลที่ปรากฏขึ้นในกรุงศรีอยุธยา โดยชุมชนแห่งนี้น่าจะมีขนาดไม่ใหญ่นัก มีเนื้อที่ของหมู่บ้านประมาณ 7-8 ไร่ ตอนกลางของหมู่บ้านมีอาคารขนาดใหญ่ 2 ชั้น ภายในโอ่โถงเหมาะสำหรับการเป็นห้องเก็บสินค้า บริเวณชั้นสองของอาคารเป็นที่ตั้งของสำนักงานและห้องพักของผู้อำนวยการสถานี อาคารหลังนี้คงมีรูปแบบทาง
       
       
สถาปัตยกรรมตะวันตกที่สวยงามโดดเด่น สมกับเป็นอาคารหลักของสถานี พื้นที่โดยรอบเป็นบ้านพักพนักงานและชาวฮอลันดาที่เดินทางมาพำนักในกรุงศรีอยุธยา ดังปรากฏหลักฐานข้าวของเครื่องใช้ในวัฒนธรรมตะวันตกมากมาย เช่น กล้องยาสูบดินเผา, ขวดแก้ว, ขวดไวน์ต่างๆ
       
       
สำหรับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในหมู่บ้านฮอลันดานี้ ส่วนใหญ่น่าจะเกี่ยวพันกับกิจกรรมทางการค้าของบริษัท เช่น จัดเตรียมสินค้าในการค้าขาย, ซักล้างทำความสะอาดสินค้า, ซ่อมแซมเรือ, จัดเตรียมเครื่องอุปโภค บริโภคให้แก่นักเดินเรือ เป็นต้น และพบเหรียญวีโอซี (VOC) ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาอายุและสมัยการผลิต ซึ่งแสดงให้เห็นถึงร่องรอยชาวฮอลันดาที่มาตั้งถิ่นฐานในกรุงศรีอยุธยามานานกว่า 400 ปี
       
       
โบราณวัตถุที่ค้นพบล่าสุดจะเป็นหลักฐานส่วนหนึ่งให้ทราบถึงรูปร่างสถาปัตยกรรมของหมู่บ้านฮอลันดาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริเวณใจกลางมรดกโลกอยุธยา ที่กรมศิลปากรจับมือกับบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. จัดนำข้อมูลมาจัดทำป้ายสันนิษฐานติดไว้หน้าแหล่งโบราณคดีว่าสมัยก่อนมีลักษณะอย่างไร และจัดทำโมเดลจำลองและแหล่งเรียนรู้เหมือนกันบริเวณอื่นๆ เช่น พระที่นั่งสรรเพชญ์ มหาปราสาท พระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ แนวกำแพงและป้อม วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ วัดพระราม วัดพระศรีสรรเพชญ์ และวัดใหญ่ชัยมงคล งบประมาณ 68.6 ล้านบาท เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนนายเมธาดล กล่าว

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ

สมาคมคนพิการ

0802530925

*********************

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-02-08 09:25:33 IP : 124.121.137.169


ความคิดเห็นที่ 15 (3154084)

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปีที่ 19 ฉบับที่ 7015 ข่าวสดรายวัน


ลาวแดนระเบิด

รุ้งตัดแวง

สปาย-กลาส



ลาวเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อว่ามี "จำนวนระเบิดมากกว่าจำนวนประชากร"

เทียบจากจำนวนประชากรราว 6,300,000 คนกับจำนวนระเบิดในลาวที่เป็นกับดักสังหาร ซึ่งยังหลงเหลืออยู่มากมายในประเทศกว่า 270 ล้านชิ้น

แม้สงครามอินโดจีนสงบลงเมื่อ 3 ทศวรรษก่อน แต่ระเบิดขนาดเล็กและ ขนาดใหญ่ที่กองบินสหรัฐระดมทิ้งระเบิดในลาวลงมากว่า 3 ล้านตัน จากภารกิจ 500,000 เที่ยวบินส่งผลให้ชาวลาวสูญเสียชีวิตและพิการนับหมื่นคน

ข้อมูลการทิ้งระเบิดของสหรัฐ ระหว่างปี 2507-2516 พบว่ามีระเบิดที่ยังไม่ระเบิดและยังคงทำงานได้หรือยูเอ็กซ์โอ กว่าร้อยละ 30 ของระเบิดที่ถูกทิ้งลงมาทั้งหมด

ล่าสุด หน่วยปฏิบัติการเก็บกู้ระเบิดและยูเอ็กซ์โอแห่งชาติของลาว เปิดราย งานชิ้นแรกเกี่ยวกับเหยื่อระเบิดของสหรัฐที่ทิ้งระเบิดในลาวอยู่นาน 9 ปี

พบว่ามีเหยื่อระเบิดในลาวประมาณ 50,000 ราย ในจำนวนนี้ร้อยละ 65 หรือราว 30,000 รายเสียชีวิต อีกร้อยละ 40 หรือราว 20,000 ราย บาดเจ็บ

ในจำนวนผู้บาดเจ็บนี้มีถึง 13,500 รายเป็นคนพิการ

เหยื่อระเบิดร้อยละ 25 อาศัยอยู่ในแขวงสะหวันนะเขต ตรงข้ามจ.มุกดาหาร ของไทย และร้อยละ 12 อยู่ในแขวงเชียงขวางที่มีทุ่งไหหินเป็นแหล่งท่องเที่ยวดัง

ร้อยละ 26 เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี อนาคตของชาติต้องกลายเป็นภาระของครอบครัวและรัฐบาล

ภัยยูเอ็กซ์โอจึงเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเพราะประชาชนเข้าไปทำการเกษตรไม่ได้ทำให้เป้าหมายในการขจัดความยากจนของลาวริบหรี่ ส่วนภาระในการเยียวยาทั้งทางร่างกายและการฟื้นฟูจิตใจเหยื่อระเบิดก็เป็นปัญหาหนักสำหรับรัฐบาลและสังคม

ขณะที่การเก็บกู้ระเบิดตกค้างก็คืบหน้าอย่างช้าๆ เพราะต้องใช้งบประมาณมหาศาล ไม่รู้ว่าอีก 100 ปีข้างหน้า ระเบิดจะหมดสิ้นไปจากดินแดนลาวหรือไม่

 

 

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ

สมาคมคนพิการ

1202532024

*********************

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-02-12 20:23:47 IP : 124.122.27.252


ความคิดเห็นที่ 16 (3154794)

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปีที่ 19 ฉบับที่ 7018 ข่าวสดรายวัน

"สวรส.-สสส."จัดประชุมระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ


น.พ.พงษ์พิสุทธิ์ จงอุดมสุข ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า แผนงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกันจัดประชุมวิชาการระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพแห่งชาติ โดยเครือข่ายระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ ครั้งที่ 1 พ.ศ.2553 ในวันที่ 17-19 ก.พ.นี้ ที่โรงแรม มิราเคิลแกรนด์ ภายใต้หัวข้อการประชุม "ข้อมูลสุขภาพเข้มข้น สุขภาพชุมชนเข้มแข็ง" การประชุมครั้งนี้หวังว่าจะทำให้เกิดบุคลากรทำงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการสร้างข้อมูลระดับพื้นที่ให้เข้มแข็งและเกิดการพัฒนาต่อ และการสร้างเครือข่ายคนทำงานด้านข้อมูลร่วมกันเนื่องจากปัจจุบันระบบฐานข้อมูลทางสุขภาพเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในการนำมาประกอบการตัดสินใจในเชิงการบริหารที่มีประสิทธิภาพ

"
สถานการณ์ในไทยขณะนี้พบว่า ส่วนกลางเป็นผู้ออกนโยบายในการเก็บข้อมูลต่างๆ รวมถึงเป็นผู้ใช้ แต่ผู้ปฏิบัติในระดับพื้นที่ซึ่งเก็บข้อมูลกลับไม่ได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูล ทำให้คุณภาพและความสมบูรณ์ของข้อมูลมีต่ำ เพราะผู้ปฏิบัติไม่เห็นประโยชน์ในการเก็บข้อมูล จึงเกิดปัญหาว่ามีข้อมูลจำนวนมาก แต่ไม่สามารถนำมาใช้ร่วมกันได้" น.พ.พงษ์พิสุทธิ์ กล่าว

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

พันตรีศิริชัย  ทรัพย์ศิริ

สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

www.waddeeja.com

Tel.02-990-0331

1502532014 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-02-15 20:14:08 IP : 124.122.27.108


ความคิดเห็นที่ 17 (3155053)

แจ๊กพอต12โครงการมาบตาพุดเจอฟ้องเพิ่มอีกขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 67

ASTVผู้จัดการออนไลน์ - สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เตรียมยื่นฟ้องศาลปกครองอีก 12 โครงการลงทุนในพื้นที่มาบตาพุด-บ้านฉางไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 67 วรรคสอง 19 ก.พ.นี้ เผยรอบนี้โครงการถมทะเล ท่าเทียบเรือ กนอ. นิคมอุตสาหกรรมเหมราช และโรงไฟฟ้า 4 แห่ง ติดร่างแห
       
       
นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยว่า ในวันศุกร์ที่ 19 ก.พ. นี้ สมาคมฯ จะยื่นฟ้องศาลปกครองให้สั่งชะลอโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพในพื้นที่มาบตาพุด บ้านฉาง จ.ระยอง และใกล้เคียงที่ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญฯ 2550 มาตรา 67 วรรคสอง และพ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 แต่ผ่านความเห็นชอบเฉพาะรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) นับตั้งแต่วันที่ 19 มิ.ย. 2552 ซึ่งเป็นวันที่สมาคมฯ ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เป็นต้นมาจนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2552
       
       
สำหรับ 12 โครงการที่จะถูกยื่นฟ้อง ประกอบด้วย
       
       
โครงการประเภทอุตสาหกรรม
       
       (1)
โครงการโรงงานผลิต Purified Terephthalic Acid (PTA) (การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการ) ตั้งที่นิคมอุตสาหกรรมเอเซีย อำเภอบ้านฉาง จ.ระยอง ของบริษัท อินโดรามา ปิโตรเคม จำกัด ได้รับความเห็นชอบเมื่อต.ค. 2552
       (2)
รายงาน EIA นิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก (มาบตาพุด) อำเภอเมือง จ.ระยอง บริษัท ไทย อีทอกซีเลท จำกัด เห็นชอบเมื่อต.ค. 2552
       (3)
โครงการผลิตเหล็กเส้น ตั้งที่ ต.มาบข่า อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง บริษัท เหล็กทรัพย์ตะวันออก จำกัด เห็นชอบเมื่อต.ค. 2552
       (4)
โครงการโรงงานหลอมอลูมิเนียมและทองแดง ตั้งที่ อำเภอพนัสนิคม จ.ชลบุรี บริษัท เมทเทิลคอม จำกัด เห็นชอบเมื่อก.ย. 2552
       (5)
โครงการโรงงานเหล็กรูปพรรณ ตั้งที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี บริษัท ไอซิน ทาคาโอก้า ฟาวน์ดริ จำกัด เห็นชอบเมื่อก.ย. 2552
       
       
โครงการประเภทคมนาคม
       
       (6)
โครงการถมทะเลและก่อสร้างท่าเทียบเรือและคลังเก็บวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เห็นชอบเมื่อ ส.ค. 2552
       (7)
โครงการท่าเทียบเรือขนถ่ายสินค้าเหลว บริเวณชายหาดหนองแฟบ ตำบลมาบตาพุด จ.ระยอง บริษัท เอเซีย เทอร์มินัล จำกัด เห็นชอบเมื่อ พ.ย. 2552
       
       
โครงการประเภทพลังงาน
       
       (8)
โรงไฟฟ้าเพื่ออุตสาหกรรมปลวกแดง ตั้งที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ อ.ปลวกแดง จ.ระยองบริษัท อมตะเพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เห็นชอบเมื่อก.ย. 2552
       (9)
โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม 600 เมกะวัตต์ ตั้งที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมืองระยอง จ.ระยอง บริษัท โกลว์ เอส พีพี 3 จำกัด เห็นชอบเมื่อก.ย. 2552
       (10)
โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน ตั้งที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมืองระยอง จ.ระยอง บริษัท เก็คโค่-วัน จำกัด เห็นชอบเมื่อก.ย. 2552
       (11)
โครงการโรงไฟฟ้า TNP2 อุตสาหกรรม ๒ แห่ง ภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ (ระยอง) บริษัท เนชั่นแนลเพาเวอร์ ๒ จำกัด เห็นชอบเมื่อ พ.ย. 2552 และ
        (12)
โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโสมง จ.ปราจีนบุรี-ปลวกแดง จ.ระยอง กรมชลประทาน เห็นชอบเมื่อ ก.ย. 2552
       
       
อนึ่ง ก่อนหน้านี้ สมาคมฯ ได้ฟ้อง 76 โครงการลงทุนในมาบตาพุดและใกล้เคียงไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญฯ 2550 มาตรา 67 และศาลปกครองกลางได้สั่งระงับการลงทุนชั่วคราวทั้งหมด ต่อมา ศาลปกครองสูงสุด ได้อนุญาตให้ 12 โครงการจาก 76 โครงการเดินหน้าต่อไปได้ และเมื่อวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมาอัยการไปยื่นคำร้องให้ศาลปกครองกลางผ่อนผันให้อีก 12 โครงการใน 64 โครงการที่ถูกระงับให้เดินหน้าก่อสร้างต่อไปได้พร้อมกับดำเนินการตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 67 ซึ่งศาลฯนัดไต่สวนในวันที่ 18 ก.พ.นี้

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ

สมาคมคนพิการ

1602531633

*********************

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-02-16 16:33:54 IP : 124.121.140.56


ความคิดเห็นที่ 18 (3157466)

สาระน่ารู้เกี่ยวกับ " เจ้าบ้าน "

หลายคนคงสงสัยกันว่า "เจ้าบ้าน" คือใคร และจำเป็นต้องมีเจ้าบ้านหรือไม่ในบ้านแต่ละหลัง ในครั้งนี้จึงขอนำเสนอสาระความรู้เกี่ยวกับ "เจ้าบ้าน" รวมไปถึงกรณีตัวอย่างเกี่ยวกับหน้าที่ของ "เจ้าบ้าน" มาให้ได้ทราบกัน

ตาม พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร ได้ให้ความหมายของคำว่า "เจ้าบ้าน" ไว้ว่า "เจ้าบ้าน" คือผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครองบ้าน ในฐานะเจ้าของ ผู้เช่า หรือในฐานะอื่นก็ตาม โดยในกรณีที่ไม่ปรากฏเจ้าบ้านหรือเจ้าบ้านไม่อยู่ ตาย สาบสูญ หรือไม่สามารถปฏิบัติกิจการได้ ให้ถือว่าผู้ดูแล หรือผู้อยู่ในบ้านในขณะนั้นเป็นเจ้าบ้านด้วย และจากความหมายของคำว่าเจ้าบ้านดังกล่าวข้างต้น จึงมีประเด็นแยกพิจารณาได้ ดังนี้

1.
เรื่องของการครอบครองบ้าน กฎหมายให้ความหมายว่า เจ้าบ้านจะต้องเป็นหัวหน้าครอบครองบ้าน แต่ในการครอบครองบ้านนั้นอาจจะครอบครองได้ในหลายฐานะกล่าวคือ

-
ครอบครองในฐานะเจ้าของ หมายถึง การเป็นเจ้าของบ้าน คือ ผู้ใดเป็นเจ้าของบ้านผู้นั้นก็อยู่ในฐานะของการเป็นเจ้าบ้านด้วย

-
ครอบครองในฐานะผู้เช่า หมายถึง การที่เจ้าของบ้านให้บุคคลอื่นเช่าบ้านของตนในลักษณะนี้ผู้เช่าก็อยู่ในฐานะของการเป็นเจ้าบ้าน ซึ่งในกรณีนี้เจ้าของบ้านที่แท้จริงข้างต้น ก็จะพ้นจากการเป็นเจ้าบ้าน

-
ครอบครองในฐานะอื่นๆ หมายถึง การครอบครองโดยมิใช่ในฐานะเจ้าของหรือในฐานะผู้เช่า เช่น การครอบครองในฐานะผู้บังคับบัญชาหน่วยงานราชการ ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหรือผู้บัญชาการเรือนจำ เป็นต้น

2.
เรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าของบ้าน โดยที่กฎหมายกำหนดให้บ้านแต่ละหลังจะต้องมีเจ้าบ้านอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะต้องทำหน้าที่ในการแจ้งเกี่ยวกับงานทะเบียนราษฎร เช่น การแจ้งการเกิด การแจ้งการตาย การแจ้งการย้ายที่อยู่ หรือการแจ้งรายการเกี่ยวกับบ้าน เป็นต้น ดังนั้น ถ้าบ้านใดไม่ปรากฏเจ้าบ้าน เจ้าบ้านไม่อยู่ เจ้าบ้านตาย เจ้าบ้านสาบสูญ หรือเจ้าบ้านไม่สามารถปฏิบัติกิจการได้ ให้ถือว่าผู้ดูแลหรือผู้อยู่ในบ้านในขณะนั้น เป็นเจ้าของบ้าน (ผู้อยู่ในบ้าน หมายความว่า คนที่อยู่ประจำในบ้านนั้น)

จะเห็นได้ว่า เจ้าบ้านจะเป็นใครนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับสถานการณ์ครอบครองบ้านในขณะนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่ปรากฏชื่อในทะเบียนบ้านและระบุสถานภาพว่าเป็นเจ้าของบ้านเพียงคนเดียว โดยวิธีปฏิบัติแล้วเจ้าหน้าที่จะบันทึกปากคำเป็นหลักฐานไว้ว่าในขณะนั้น ใครทำหน้าที่เป็นเจ้าบ้าน บุคคลนั้นก็จะมีฐานะเป็นเจ้าบ้าน ซึ่งหากปรากฏภายหลังว่าเป็นการให้ถ้อยคำของบุคคลดังกล่าวเป็นเท็จก็จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อไป

 

 - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

 

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

 

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ

สมาคมคนพิการ

2402531749

*********************

นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ รุ่น 8 มหาวิทยาลัยปทุมธานี  (มปท.)

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-02-24 17:48:55 IP : 124.121.142.245


ความคิดเห็นที่ 19 (3157939)

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปีที่ 19 ฉบับที่ 7029 ข่าวสดรายวัน


คุณภาพประเทศ


ตุลย์ ณ ราชดำเนิน tulacom@gmail.com



ปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 ลั่นระฆังยกที่ 1 แล้ว ณ ห้อง สีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เมื่อกลางเดือน ก.พ.2553 ซึ่งมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะ ประกาศว่า จะต้องมีจุดสิ้นสุด และมีตัวชี้วัดชัด อย่าให้เหมือนปฏิรูปรอบแรก ที่สูญเสียเวลาและทรัพยากรไปกับโครงสร้างองค์กรที่ทำให้เกิดความ ขัดแย้งมาถึงทุกวันนี้

เท่าที่ติดตามการปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่ 2 โหมโรงมาตั้งแต่ สมัย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นรมว.ศธ. เดินสายเปิดเวทีประชุมเสวนาระดมความคิดจากผู้คนใน 4 ภูมิภาคของประเทศ อย่างกว้างขวาง

เรียกว่าเดินตามรอย ถอดรูปแบบมาจากปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 1 ทุกประการ

เมื่อปิดเวทีประชุมปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่ 2 สภาการศึกษาได้สรุปข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะมีรายละเอียดที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมได้ทันที ทั้งหมด 9 ประเด็น คือ

พัฒนาคุณภาพผู้เรียน / การผลิตและพัฒนาครู คณาจารย์ / การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการจัดการศึกษา / การเพิ่มโอกาสทางการศึกษา / การผลิตและพัฒนากำลังคน / การเงินเพื่อการศึกษา / เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา / กฎหมายเพื่อการศึกษา / การศึกษาตลอดชีวิต การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

เมื่อจัดลำดับความสำคัญประเด็นที่ควรเร่งดำเนินการจากมากที่สุดไปน้อยที่สุด ได้แก่ การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน การผลิตและพัฒนาครู คณาจารย์ และการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ศึกษา

แจ่มแจ้ง ชัดเจน พอที่จะเป็นเครื่องกำหนดทิศทางการทำงานและความเร็วในการขับเคลื่อนสอดคล้องกับความต้องการตามที่สังคมเรียกร้อง ไม่หลงทิศหลงทาง หลงประเด็น เสียเวลาไปเปล่าๆ

โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างองค์กร ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งมากมายในการเสพติดกับอำนาจและผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ยังไม่ใช่ประเด็นหลักที่จะนำเข้ามาอย่างที่เรียกร้องกัน

ประชามติของประชาคมออกมาแล้ว 10 อรหันต์ก็มีแล้ว คณะกรรมการ คณะทำงานในชุดต่างๆ ก็น่าจะเริ่มเดินหน้ารีบเร่งทำงานมากกว่าที่จะเดินสายจัดสมัชชาเพื่อรวบรวมประเด็นขอความเห็นกันอีก

มิเช่นนั้น สุดท้ายอาจจะได้ผลสรุปเหมือนปฏิรูปรอบแรก ที่สูญเสียคุณภาพประเทศไปถึง 10 ปี

 

 

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ รุ่น 8 มหาวิทยาลัยปทุมธานี TPU.

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ

สมาคมคนพิการ

2602530846

*********************

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-02-26 08:46:30 IP : 124.121.140.87


ความคิดเห็นที่ 20 (3158485)

จัดไม้งามเมืองปทุมเล็งเพิ่มประสิทธิภาพ ผลิตไม้ดอก-ประดับ

 

ปทุมธานี:นายปรีชา บุตรศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานในการแถลงข่าว การจัดงาน ไม้งามเมืองปทุมครั้งที่ 1 ประจำปี 2553” ที่ศาลาบงกช พิพิทธภัณฑ์บัว มหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรี อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ซึ่งทางจังหวัดปทุมธานีร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดปทุมธานี ได้จัดทำโครงการพัฒนาการผลิตและพัฒนาด้านการตลาดของไม้ดอกไม้ประดับ พืชเศรษฐกิจของ จ.ปทุมธานี ซึ่งจะจัดขึ้น

ในระหว่างวันที่ 5-14 มี.ค. 2553 ที่บริเวณลานเอนกประสงค์ข้างเทสโก้ โลตัส รังสิต ตรงข้ามฟิวเจอร์พาร์ครังสิต จ.ปทุมธานี

ทั้งนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและจัดการผลผลิตไม้ดอก-ไม้ประดับ ให้มีคุณภาพ และพัฒนาทางด้านการตลาดค้าส่งให้เป็นศูนย์กลางการค้าผลผลิตไม้ดอก-ไม้ประดับของ จ.ปทุมธานี นอกจากนี้ยังจะช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกไม้ดอกไม้ประดับให้เป็นแหล่งจำหน่ายพันธุ์ไม้ในโอกาสของการจัดงานเทศกาลต่างๆ พร้อมทั้งเป็นการโชว์ศักยภาพในการเพาะพันธุ์กล้าไม้ดอก ไม้ประดับให้ประชาชนทั่วไปได้รับชมไม้ดอกไม้ประดับสายพันธ์แปลกๆ ใหม่ๆ อีกด้วย

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ

สมาคมคนพิการ

2802531137

*********************

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-02-28 11:36:54 IP : 124.121.142.69


ความคิดเห็นที่ 21 (3158692)

รอบโลกวันนี้

 

·  ฝนถล่มเฮติซ้ำ

ปอร์โตแปร็งซ์ - ทางการเฮติแถลงว่า มีผู้เสียชีวิต 8 คน และสูญหายอีก 2 คน หลังเกิดฝนตกหนักทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเต็นท์ ต้องคอยวิดน้ำออกจากหลังคาเต็นท์ เพื่อไม่ให้หลังคาพังถล่มลงมา ขณะที่ประชาชนบางส่วนต้องอาศัยร่ม และผ้าใบช่วยกันฝน ด้านกรมป้องกันภัยพลเรือนระบุว่า เกิดน้ำท่วมที่เรือนจำแห่งหนึ่ง ทำให้ต้องอพยพนักโทษกว่า 400 คน ขณะที่รัฐบาลกำลังเร่งสร้างที่พักอาศัย ซึ่งมีความคงทนถาวรเพื่อให้ผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวได้เข้าพักก่อนที่ฤดูฝนจะมาถึง

·  สเปนจับผู้นำกบฏ

มาดริด - กระทรวงมหาดไทยสเปนระบุว่า เจ้าหน้าที่สเปนโดยความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสสามารถจับกุมนายอิบอน กอยโคเชีย ผู้นำกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนแคว้นบาสก์ (อีทีเอ) พร้อมผู้นำอาวุโสอีก 2 คนที่แคว้นนอร์มังดีทางภาคเหนือของฝรั่งเศส พร้อมผู้นำระดับสูงอีก 2 คน โดยได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจฝรั่งเศส นายกอยโคเชียหลบหนีมาตั้งแต่ปี 2540 และมีรายชื่อในหมายจับข้อหาวางแผนโจมตีพิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ที่เมืองบิลเบา ด้านเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเชื่อว่าความสำเร็จในการจับกุมในช่วงที่ผ่านมาน่าจะทำให้กลุ่มกบฏอีทีเอซึ่งเรียกร้องการแบ่งแยกดินแดนแคว้นบาสก์และสังหารประชาชนไปแล้วกว่า 800 รายกำลังอยู่ในสภาพระส่ำระสาย

·  พม่านำเข้ารถโดยสาร

ย่างกุ้ง - ทางการพม่าเตรียมนำเข้ารถบัส 300 คันในปีนี้เพื่อนำมาใช้แทนรถเดิมที่ให้บริการอยู่ในกรุงย่างกุ้ง โดยหวังให้การเดินทางมีความปลอดภัยมากขึ้น ก่อนหน้านี้พม่านำเข้ารถบัสจากญี่ปุ่นและจีนจำนวน 300 คันในปี 2550, 200 คันในปี 2551 และ 300 คันในปี 2552 ทั้งนี้ ข้อมูลสถิติระบุว่าจำนวนยานยนต์ในประเทศพม่าขยายตัวทะลุ 2 ล้านคันเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นจาก 1.04 ล้านคันในปีก่อนหน้า โดย 1.615 ล้านคันจากทั้งหมดเป็นรถจักรยานยนต์, 242,174 คันเป็นรถยนต์โดยสาร, 59,033 คันเป็นรถบรรทุก และ 19,669 คันเป็นรถบัส

·  จีนแล้งหนัก

ปักกิ่ง - สำนักงานบรรเทาภัยแล้งและควบคุมน้ำท่วมของจีนเปิดเผยว่า สภาพอากาศแห้งแล้งในประเทศส่งผลกระทบต่อพื้นที่เพาะปลูกกว่า 4.64 ล้านเฮคเตอร์ และทำให้ประชาชนกว่า 12.7 ล้านคนและสัตว์อีกกว่า 8.4 ล้านตัวต้องเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำดื่ม ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าตัวเลขเฉลี่ยของหลายปีที่ผ่านมาเกือบ 2 เท่า รองผู้อำนวยการด้านทรัพยากรน้ำ กล่าวว่า รัฐบาลท้องถิ่นได้ทุ่มงบประมาณ 750 ล้านหยวน (110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และได้เข้าช่วยเหลือประชาชนเกือบ 9 ล้านคนรับมือกับความแห้งแล้ง นอกจากนั้นยังได้ของบประมาณและความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากรัฐบาลกลาง เพื่อให้ประชาชนมีน้ำดื่มที่สะอาดปลอดภัยและมีน้ำใช้เพาะปลูก

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ

สมาคมคนพิการ

0103530903

*********************

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-03-01 09:01:31 IP : 124.121.140.196


ความคิดเห็นที่ 22 (3159404)

"ดวงดาว...กำเนิดปฏิทินโลก" นวัตกรรมการบอกวันเวลาที่มีมาแต่โบราณ

ลองนึกดูกันเล่นๆ ว่า ถ้าทุกวันนี้เรายังไม่มี "ปฏิทิน" ไว้ใช้งาน ชีวิตของเราจะยุ่งยากสักแค่ไหน หากต้องคอยสังเกตดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว เพื่อคำนวณวันเวลาสำหรับวางแผนทำกิจกรรมในแต่ละวัน แล้วใครกันหนอที่ช่างคิดช่างทำ นำวิถีการโคจรของวัตถุท้องฟ้าบรรจุลงบนวัสดุบางอย่างเพื่อเป็นเครื่องมือบอกให้รู้วัน เดือน ปี อย่างง่ายดาย
       
       
ดวงดาว...กำเนิดปฏิทินโลก
       
       "
คนยุคโบราณใช้ดวงดาวบนท้องฟ้าเป็นเครื่องกำหนดนับวันเดือนปี" อาจารย์สิทธิชัย จันทรศิลปิน หัวหน้าฝ่ายท้องฟ้าจำลองกรุงเทพฯ เริ่มต้นย้อนอดีตการกำเนิดปฏิทินโลก และเล่าต่อว่า เดิมทีมนุษย์ดำรงชีวิตตามสัญชาตญาณ แต่เมื่อเกิดภัยธรรมชาติที่รบกวนวิถีชีวิตปกติ ทำให้มนุษย์เริ่มสังเกตสิ่งรอบตัว รวมทั้งท้องฟ้าและดวงดาว กระทั่งพบว่าบางครั้งภัยธรรมชาติมาพร้อมกับดาวบางดวงบนฟ้า จึงเริ่มสนใจสิ่งที่อยู่บนฟ้า และนำมาเทียบเคียงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของพวกเขา ซึ่งมีทั้งที่ตรงและไม่ตรง แต่สิ่งที่ตรงตามการคาดคะเนก็ถูกจดจำต่อเนื่องเรื่อยมา จนกระทั่งรู้การครบรอบของสิ่งที่อยู่บนฟ้า เช่น การครบรอบของดวงจันทร์ข้างขึ้นข้างแรม
       
       
ต่อมาในยุคเมโสโปเตเมีย เมื่อประมาณ 5,000 ปีที่แล้ว คนในสมัยนั้นเริ่มใช้ดวงจันทร์เป็นเครื่องกำหนดนับช่วงระยะเวลาที่ปัจจุบันเราเรียกว่า "เดือน" ซึ่งง่ายกว่าการสังเกตดวงอาทิตย์ ที่สามารถนับได้เหมือนกัน แต่บอกช่วงเวลายาวนานเป็นรอบปี โดยมีชาวบาบิโลเนียเป็นชนชาติแรกที่กำหนดนับวันโดยวัดระยะเชิงมุมของดวงอาทิตย์ ซึ่งในแต่ละวันดวงอาทิตย์จะเคลื่อนที่ไปประมาณ 1 องศา และครบรอบ 360 องศา ในระเวลา 1 ปี
       
       
เมื่อ 4,000 ปีก่อน ชาวอียิปต์โบราณใช้ปฏิทินจันทรคติสังเกตดาว "ซิริอุส" (Sirius) ที่สว่างสุดบนฟ้าในเวลากลางคืนเป็นเครื่องบอกเวลา เช่น หากเมื่อใดเห็นดาวซิริอุสอยู่บนท้องฟ้าด้านทิศตะวันออกก่อนพระอาทิตย์ขึ้น แสดงว่าแม่น้ำไนล์จะเริ่มเอ่อล้น และเป็นเวลาเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูก แต่หากช่วงไหนไม่เป็นดาวซิริอุสบนฟ้าในยามค่ำคืน แสดงว่าช่วงนั้นคือฤดูร้อน
       
       
กระทั่งพบว่า ทุกๆ 4 ปี ดาวซิริอุสจะปรากฏในตำแหน่งเดิมช้าไป 1 วัน ทำให้รู้ว่าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครบ 1 รอบ เป็นเวลา 365 วัน และอีก 1/4 วัน และนำมาปรับใช้กันปฏิทินจันทรคติ
       
       
ส่วนปฏิทินของชาวมายาได้ชื่อว่าเป็นปฏิทินที่มีความละเอียดสูงมากกว่าอารยธรรมอื่นๆ เพราะใช้ทั้งดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวฤกษ์ และดาวศุกร์ เป็นเครื่องกำหนดเวลา และปฏิทินของชาวมายายังมีหลายรูปแบบ ใช้ประโยชน์แตกต่างกันไป เช่น ปฏิทินสำหรับการประกอบพิธีกรรม, ปฏิทินการปกครอง และปฏิทินทางศาสนา แต่หลักๆ ใช้ปฏิทินที่มีลักษณะเป็นวงกลมหลายๆ วงซ้อนกัน มีหลายละเอียดสูง และมีการแบ่งช่วงเวลาเป็นยุคสมัยต่างๆ รวมแล้วเป็นระยะเวลา 5126 ปี
       
       
โรมัน...กำเนิดปฏิทินยุคปัจจุบัน
       
       
อาจารย์สิทธิชัย บอกว่าปฏิทินที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน มีที่มาจากปฏิทินของชาวโรมันเมื่อประมาณ 800 ปีก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งเป็นปฏิทินแบบสุริยคติ โดยชาวโรมันประยุกต์มาจากปฏิทินของอารยธรรมอื่นอีกทีหนึ่ง กษัตริย์โรมันในยุคแรกกำหนดให้ปฏิทินมี 10 เดือน สันนิษฐานว่าอิงตามเลขฐาน 10 โดยให้เดือน มี.ค. (March) เป็น เดือน 1 ทั้งนี้ เพราะชาวโรมันให้ความเคารพ "มาร์ส" (Mars) เทพเจ้าแห่งสงครามมากเป็นพิเศษ และในแต่ละเดือนจะมี 30 หรือ 31 วัน สลับกันไป ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับปฏิทินจันทรคติ เรื่อยไปจนถึงเดือนสุดท้ายคือเดือน ธ.ค. (December) รวมแล้วมีทั้งหมด 304 วัน
       
       
ทว่าเมื่อชาวโรมันใช้ปฏิทินดังกล่าวไปเรื่อยๆ ปรากฏว่าฤดูกาลเริ่มไม่ตรงตามปฏิทิน จนในสมัยกษัตริย์นูมา ปอมปิเลียส (Numa Pompilius) (700 ปี ก่อนคริสต์ศักราช) กำหนดให้เพิ่มเดือนเข้าไปอีก 2 เดือน คือเดือน ม.ค. (January) และ ก.พ. (February) รวมแล้วมีทั้งสิ้น 355 วัน
       
       
กระทั่งในสมัยกษัตริย์จูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar) (45 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ปรับเปลี่ยนวันในแต่ละเดือนเสียใหม่ ให้เดือน มี.ค. มี 31 วัน เดือนต่อๆ ไปมี 30 และ 31 วันสลับกันเรื่อยๆ จนถึงเดือนสุดท้ายคือ ก.พ. ให้มี 29 วัน รวมเป็น 365 วัน แต่ถ้าปีไหนเป็นปีอธิกสุรทิน ซึ่งมี 366 วัน ให้เดือน ก.พ. มี 30 วัน พร้อมทั้งเปลี่ยนให้เดือน ม.ค. ซึ่งตั้งชื่อเดือนตามเทพเจ้า "เจนัส" (Janus) ผู้มีสองพักตร์ และมีหน้าที่เฝ้าประตูสวรรค์ ให้เป็นเดือนแรกของปี และเรียกปฏิทินนี้ว่า "ปฏิทินจูเลียน" (Julian calendar) รวมถึงเปลี่ยนชื่อเดือนที่ 5 (เดือน ก.ค. เมื่อนับเดือน มี.ค. เป็นเดือน 1) จาก "ควินติลิส" (Quintilis) เป็น "จูไล" (July) ตามชื่อของจูเลียส ซีซาร์
       
       
ต่อมากษัตริย์ออกัสตุส ซีซาร์ (Augustus Caesar) ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของจูเลียส ซีซาร์ ต้องการให้มีชื่อตัวเองในปฏิทินเหมือนผู้เป็นบิดาบุญธรรม จึงเปลี่ยนชื่อเดือนที่ 6 (เดือน ส.ค. เมื่อนับเดือน มี.ค. เป็นเดือน 1) จาก "เซกติลิส" (Sextilis) เป็น "ออกัส" (August) และเพิ่มวันให้มี 31 วัน เท่ากับเดือนของพ่อด้วย โดยไปลดเดือน ก.พ. ให้เหลือ 28 วัน ในปีปกติ และเหลือ 29 วันในปีอธิกสุรทิน และนี่คือที่มาของปฏิทินที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ โดยได้มีการเพิ่มเติมรายละเอียดต่างๆ ในสมัยต่อมา แต่ได้มีการชำระปฏิทินในสมัยพระสันตปาปาเกรกอรีที่ 13 (Gregory XIII) เมื่อประมาณปี 1582 เนื่องจากวันในปฏิทินเริ่มเกินไปจากความเป็นจริง และเรียกว่า "ปฏิทินจูเลียน-เกรกอเรียน" ที่ใช้กันมาจนถึงทุกวันนี้
       
       
ปฏิทินโลก สู่ปฏิทินไทย
       
       
ประเทศไทยเริ่มนำปฏิทินจูเลียน-เกรกอเรียน เข้ามาใช้อย่างเป็นทางการในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อปี 1888 (พ.ศ.2431) โดยนำมาปรับใช้ร่วมกับปฏิทินจันทรคติที่ใช้กันมาแต่เดิม ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาของอินเดียในการใช้ดวงจันทร์เป็นเครื่องกำหนดเวลาและประกอบพิธีทางศาสนาและประเพณีต่างๆ โดยยึดเอาวันมหาสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 หรือประมาณช่วงกลางเดือน เม.ย.
       
       
ในปี พ.ศ.2432 รัชกาลที่ 5 ทรงเปลี่ยนให้วันที่ 1 เม.ย. เป็นวันขึ้นปีใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับปฏิทินสุริยคติที่เริ่มนำมาใช้กัน และต่อมาจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้เปลี่ยนให้วันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 ม.ค. ตามแบบสากล โดยเริ่มตั้งแต่ 1 ม.ค. พ.ศ.2484 เป็นต้นมา
       
       
อย่างไรก็ดี การพิมพ์ปฏิทินครั้งแรกในประเทศไทยมีขึ้นเมื่อวันที่ 14 ม.ค. พ.ศ. 2385 ตรงกับปลายสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งไม่ได้ระบุว่าใครเป็นผู้พิมพ์ แต่คาดว่าน่าจะเป็นหมอบรัดเลย์ ซึ่งเป็นเจ้าของโรงพิมพ์
       
       
ทั้งนี้ ปฏิทินสุริยคติ เป็นปฏิทินบอกฤดูกาลจากการสังเกตดวงอาทิตย์ โดยมีกลุ่มดาวจักรราศีเป็นตัวช่วยในการกำหนดนับ ซึ่งเมื่อเห็นดวงอาทิตย์ปรากฏอยู่ในกลุ่มดาวใด ก็จะรู้ได้ว่าเดือนนั้นเป็นเดือนอะไร และดวงอาทิตย์จะกลับมาปรากฏที่ตรงตำแหน่งเดิมบนท้องฟ้าทุกๆ 1 ปี และจากการที่ดวงอาทิตย์ให้พลังงานแก่โลก และแกนสมมติของโลกเอียงทำมุมกับดวงอาทิตย์ ทำให้ภูมิอากาศในแต่ละเดือนแตกต่างกัน จึงเกิดเป็นฤดูกาลต่างๆ
       
       
ส่วนปฏิทินจันทรคติ มีที่มาจากการสังเกตดวงจันทร์ โดยเทียบเคียงกับกลุ่มดาวจักรราศีเช่นกัน แม้จะบอกฤดูกาลได้ไม่ตรง แต่มีความเกี่ยวเนื่องกับการประกอบประเพณีและพิธีทางศาสนาต่างๆ มาตั้งแต่อินเดียสมัยโบราณ จึงใช้ปฏิทินจันทรคติเพื่อบ่งบอกเทศกาลและวันสำคัญต่างๆ เช่น วันสำคัญทางศาสนา วันลอยกระทง เป็นต้น
       
       
ปฏิทินในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ เช่น ปฏิทินแขวน ปฏิทินตั้งโต๊ะ ปฏิทินโปสเตอร์ ปฏิทินพก และปฏิทินสมุดบันทึก ซึ่งปฏิทินไม่ใช่เพียงแค่เครื่องมือบอกวันเดือนปีแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นสื่อที่บอกเล่าเรื่องราวได้อย่างหลากหลายให้ผู้คนในสังคมได้รับรู้ รวมทั้งสะท้อนให้เห็นวิวัฒนาการและความเป็นไปของสังคมในยุคสมัยต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และอาจบอกได้ว่า ปฏิทินคือสิ่งหนึ่งที่มีคุณค่าเหนือกาลเวลา
       
       (
ที่มา การบรรยายพิเศษเรื่อง "ดวงดาว...กำเนิดปฏิทินโลก สู่ปฏิทินไทย" โดยอาจารย์สิทธิชัย จันทรศิลปิน หัวหน้าฝ่ายท้องฟ้าจำลอง กรุงเทพฯ ในงานเสวนา "ปฏิทินโลก ปฏิทินไทย" สู่เส้นทางชีวิต : 3 ทศวรรษรางวัลสุริยศศิธรวันที่ 25 ม.ค. 53 ห้องประชุมเอนกประสงค์ อาคารหอประชุม กรมประชาสัมพันธ์)

 

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ

สมาคมคนพิการ

0303531454

*********************

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-03-03 14:54:46 IP : 124.121.137.115


ความคิดเห็นที่ 23 (3159532)

เปิดตำนานหนังสือพิมพ์ไทย นิทรรศการเทิดพระเกียรติในหลวง (สกู๊ปแนวหน้า)

 

กลุ่มบุคคลหรือคณะบุคคลที่ประกอบอาชีพหนังสือพิมพ์ มักจะถูกเรียกขานว่าเป็นฐานัน ดรที่ 4 แต่คนรุ่นใหม่อาจไม่รู้ว่ามันมีความหมายอย่างไร...?

ในรัฐสภาอังกฤษประกอบด้วยฐานันดรศักดิ์ทั้งสาม คือ

ฐานันดรที่ 1 ประกอบด้วยสภาขุนนางอันมี พวกขุนนางสืบตระกูล

ฐานันดรที่ 2 ประกอบด้วยบรรพชิต พระราชาคณะ

ฐานันดรที่ 3 ประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งคนธรรมดาได้เลือกตั้งให้เป็นแทนตนเข้าไป

วันหนึ่งได้มีการประชุมในรัฐสภาอังกฤษ ได้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนชื่อ นายเอ็ดมันด์ เบิร์ก อภิปรายมีตอนหนึ่งที่ท่านผู้นี้ได้กล่าวขึ้นว่า..... "ในขณะที่เราทั้งหลายเป็น ฐานันดรใดฐานันดรหนึ่งทั้งสามกำลังประชุมกันอยู่นี้ เราพึงคำนึงไว้ด้วยว่าบัดนี้ได้มี ฐานันดรที่ 4 เกิดขึ้นแล้ว และฐานันดรนั้นกำลังมานั่งฟังการประชุมของเราอยู่ ณ ที่นี้ด้วย" เขาก็ชี้มือไปยัง กลุ่มคนหนังสือ พิมพ์ ซึ่งได้พากันมานั่งฟังการประชุม ตั้งแต่นั้นมากลุ่มผู้ประกอบอาชีพหนังสือพิมพ์จึงกล่าวว่าเป็นฐานันดรที่สี่

ในวงการสื่อของไทยอาจจะเขินๆ กับคำว่าฐานันดรที่ 4 แต่มักจะใช้คำว่าผู้ประกอบการด้านสื่อสารมวลชน

สำหรับก้าวแรกของ นสพ.ไทย เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2387 "บางกอกรีคอร์เดอร์" (Bang kok Recorder) หรือ "หนังสือจดหมายเหตุ" ถือเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับแรกของไทยที่ออกวางแผง หนังสือพิมพ์ฉบับนี้จัดพิมพ์โดย หมอบรัดเลย์ (Dr. Dan Beach Bradley, M.D.) มิชชันนารีอเมริ กัน โดยใช้ตัวพิมพ์ที่เรียกว่า "บรัดเลย์ เหลี่ยม" จัด พิมพ์ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

ในระยะแรกเริ่ม บางกอกรีคอร์เดอร์ ออกฉบับรายเดือน ต่อมาเปลี่ยนเป็นรายปักษ์หรือรายครึ่งเดือน แต่ออกได้เพียงสองปีก็ต้องเลิกกิจการ สิ่งที่สำคัญคือ หนังสือพิมพ์บางกอกรีคอร์ดเดอร์ได้นำเอาวิธีการรายงานข่าวและการเขียนบทความแบบวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งเป็นของใหม่ในสมัยนั้นเข้ามาด้วย

นับแต่นั้นมา ตำนาน นสพ.ไทย ก็เริ่มขึ้น ฐานันดรที่ 4 เมืองไทย ผ่านทั้งห้วงระทมทุกข์ และยุคเสรีภาพเบ่งบาน ประวัติศาสตร์ ที่ยาวนานเหล่านี้ มีข้อคิดหลายแง่มุมให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษา เพื่อใช้เป็นบทเรียนอย่างดี ในการก้าวสู่อนาคต

วิชัย วลาพล นายกสมาคม ช่างภาพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย บอกว่า ในปีมหามงคลครบรอบ 60ปี พระบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมาคมฯ ได้ร่วมกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอทีซี)โดย ฯพณฯรต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี บริษัทสยามพิวรรธน์(สยามพารากอน) จัดนิทรรศการ "ตำนานหนังสือพิมพ์ไทย" เพื่อเทิดพระเกียรติ

ภายในงานมีการแสดงนิทรรศการ ภาพพระราชกรณีกิจต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว กับวงการหนังสือพิมพ์ไทย ซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้ยาก และทรงคุณค่าต่อแวดวงหนังสือพิมพ์ และผู้สนใจศึกษาอย่างยิ่ง

"
นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการ หนังสือพิมพ์ไทย อายุกว่า 60 ปี ไม่น้อยกว่า100ฉบับ ครอบคลุมหนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ รายปักษ์ และรายเดือน โดยส่วนใหญ่ ยังคงมีสภาพสมบูรณ์ จัด เก็บ สวยหรูในกรอบทอง และกรอบไม้เก่าทรงคุณค่า" วิชัย กล่าว

เขา บอกว่า ในงานยังมีบันทึกหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมาย ทั้งในส่วนของข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหว ด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ของผู้คนในยุคต่างๆ อาทิ ประวัติ นสพ.ไทยรัฐ ตั้งแต่สมัยที่ใช้ชื่อว่า "เสียงอ่างทอง" หรือ นสพ.เดลินิวส์ ในสมัยใช้ชื่อว่า "เดลิเมล์วันจันทร์" และยังมีหนังสือพิมพ์เก่าแก่ที่ปิดกิจการไปแล้วมากมาย

"
นอกจากนี้ ยังจะมีการนำเสนอภาพถ่าย และเกียรติประวัติอันทรงคุณค่ายิ่งของ อดีตคนทำหนังสือพิมพ์ อาทิ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เจ้าของและผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์สยามรัฐ,นายกำพล วัชร พล เจ้าของและผู้ก่อตั้ง นสพ.ไทยรัฐ,นายแสง เหตตระกูล เจ้าของและผู้ก่อตั้ง นสพ.เดลิ นิวส์ รวมทั้งแวดวงคนหนังสือพิมพ์ ในปัจจุบัน" นายกสมาคม ช่างภาพสื่อมวลชน ฯ อธิบาย

ในงานนี้ นสพ.แนวหน้า ก็นำไปโชว์ด้วยเช่นกัน โดย"แนวหน้า" ฉบับแรกออกวาง แผงตอนเช้าตรู่วันที่ 22 มีนาคม 2523 ตลอดเส้นทางการทำหน้าที่สื่อมวลชน 30 ปีเต็ม แม้เจอ มรสุมหลายลูก แต่ยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้จวบจนทุกวันนี้

สำหรับที่มาของคำว่า "แนวหน้า" ในห้วง 30 ปีก่อน การประกอบธุรกิจหนังสือพิมพ์ราย วันถือเป็นเรื่องยาก และเรื่องที่ยากยิ่งกว่าคือการตั้งชื่อ "หัวหนังสือ" เนื่องด้วยรัฐบาลสมัยนั้น มี มาตรการคุมกำเนิดหนังสือพิมพ์ เนื่องด้วย ไม่อยากให้หนังสือพิมพ์รายวัน เพิ่มมากกว่าที่มีอยู่ โดย เฉพาะหนังสือพิมพ์รายวันที่เสนอข่าวด้านการเมือง ด้วยเหตุนี้การขออนุญาตจัดตั้งหนังสือพิมพ์ต่อเจ้าพนักงานการพิมพ์ จึงยุ่งยากอย่างยิ่ง

ความคิดที่จะออก หนังสือพิมพ์รายวัน ในช่วงนั้นจึงเป็นคำถามผุดขึ้นกลางวงสนทนา ว่าจะเอาหัวหนังสือพิมพ์ มาจากไหน ?

หลังจากผ่านเวลาของการคิดหาคำตอบ ก็พบว่า รัฐบาล เปิดช่องให้นำหนังสือที่ถูกสั่งปิด

ชั่วคราว จากคำสั่งคณะปฎิรูปการปกครองแผ่นดิน มาขออุทธรณ์ ออกหนังสือใหม่ได้เป็นการเฉพาะราย

หนังสือพิมพ์"มหานคร" ที่ได้รับความเอื้อเฟื้อจาก ดร.มั่น พัธโนทัย บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา จึงถูกนำมาขออุทธรณ์ เพื่อขอเป็นหนังสือพิมพ์รายวันฉบับใหม่

หลังจากเจ้าหนักงานรับคำอุทธรณ์ เปิดหนังสือขึ้นมาได้ ความคิดขั้นต่อมา ก็คือ อยากเปลี่ยนชื่อหนังสือพิมพ์ "มหานคร" เสียใหม่ กระทั่งทุกอย่างมาลงตัวกับชื่อ หัวหนังสือพิมพ์รายวัน "แนวหน้า" ซึ่งเคยพิมพ์จำหน่ายในยุคอดีตแต่ต่อมาขาดอายุและไม่มีผู้ถือสิทธิ์ใช้ชื่อนี้ การยื่นเรื่องต่อเจ้าพนักงานการพิมพ์ เพื่อขอเปลี่ยนหนังสือจาก "มหานคร"เป็น "แนวหน้า"จึงมีขึ้นด้วยเหตุนี้ และนั้นคือจุดก่อเกิดของหนังสือพิมพ์รายวันชื่อ "แนวหน้า" ฉบับที่ท่านถืออยู่ในมือ

สำหรับงาน ตำนาน นสพ.ไทยเฉลิมพระเกียรติฯ จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 9-14 มี.ค. 2553 ณ ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ถนนพระราม1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพ ฯ

SCOOP@NAEWNA.COM

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ

สมาคมคนพิการ

0303532311

*********************

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-03-03 23:11:21 IP : 124.121.139.54


ความคิดเห็นที่ 24 (3160275)

วันนี้...6 มี.ค.53 ที่มหาวิทยาลัยปทุมธานี

มีกิจกรรมของนักศึกษาหลายรายที่น่าสนใจ.....

1. การแข่งกีฬาสีภายในมหาลัย

2. การเลือกตั้งนายกสโมสรนักศึกษา

3.คณะรัฐศาสตร์จัดโครงการให้ความรู้โดยเชิญวิทยากรจากภายนอกมาให้ความรู้ในห้องประชุม

น่าสนใจทั้งนั้นครับ..........

เชิญร่วมกิจกรรม...ตามถนัดครับ.

 - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ รุ่น 8 มหาวิทยาลัยปทุมธานี  (มปท.)

0603531431

*********************

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-03-06 14:31:26 IP : 124.122.26.107


ความคิดเห็นที่ 25 (3173353)

ม.รังสิต จัดอภิปรายผลร้ายของการซื้อขายตำแหน่งข้าราชการ

ขอเชิญประชาชนผู้รักและเทิดทูนพระเจ้าอยู่หัวและสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ฟังการอภิปรายวิชาการเรื่อง การซื้อขายตำแหน่งราชการ ส่งผลให้ข้าราชการไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และไม่สนใจบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้ประชาชน ผู้อภิปรายคือ พล.ต.อ.วศิษฐ์ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ สถานที่อภิปรายคือมหาวิทยาลัยรังสิต วิทยาเขตวิภาวดีรังสิต อาคารซัน (หลังธนาคารทหารไทยสำนักงานใหญ่ ถนนวิภาวดีฯ) เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2553 เวลา 14.00 น. กล่าวนำการอภิปรายโดย ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อดีตประธานสภาและอธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต

- - - - - - - - - - - - - - - - - -    

- - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ รุ่น 8 มหาวิทยาลัยปทุมธานี  (มปท.)

2304532235

*********************

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ

สมาคมคนพิการ

*********************

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-04-23 22:34:41 IP : 124.121.144.80


ความคิดเห็นที่ 26 (3174015)

 

สถานการณ์น้ำยังน่าห่วง เจ้าพระยาใช้เกินพันล.ลูกบาศก์ ลุ้นต่อฤดูฝนโดนพิษเอลนิญโญ

 

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางขณะนี้ว่า มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 39,179 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 53 ของความจุอ่างฯทั้งหมด โดยเขื่อนภูมิพล จ.ตาก มีปริมาตรน้ำในอ่างฯ 4,983 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 37 ของความจุอ่างฯทั้งหมด เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ มีปริมาตรน้ำในอ่างฯ 3,692 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 39 ของความจุอ่างฯทั้งหมด สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำส่วนใหญ่ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง

สำหรับแผนการจัดสรรน้ำทั่วประเทศ ที่วางแผนใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง รวมกันจำนวน 20,720 ล้านลูกบาศก์เมตร ใช้ในกิจกรรมต่างๆตามลำดับดังนี้ เพื่อการอุปโภค-บริโภค 1,836 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อการรักษาระบบนิเวศน์และอื่นๆ 5,539 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อการเกษตรกรรม 13,176 ล้านลูกบาศก์เมตร และเพื่อการอุตสาหกรรม 169 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันทั่วประเทศมีการใช้น้ำไปแล้ว 21,427 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 103 ของแผนจัดสรรน้ำ หรือคิดเป็นปริมาณน้ำที่ใช้เกินแผนไปแล้ว 707 ล้านลูกบาศก์เมตร

ทั้งนี้เฉพาะในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งใช้น้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ รวมกันจำนวน 6,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ร่วมกับการใช้น้ำจากเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จำนวน 400 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อีกจำนวน 600 ล้านลูกบาศก์เมตร และผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองอีก 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมเป็นปริมาณน้ำทั้งสิ้น 8,000 ล้านลูกบาศก์เมตร นั้น ล่าสุดมีการใช้น้ำไปแล้ว 9,893 ล้านลูกบาศก์เมตร เกินแผนที่วางไว้ 1,893 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 124 ของแผนการจัดสรรน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา

อย่างไรก็ตาม กรมชลประทาน ได้ยืนยันว่าการใช้น้ำในเขตพื้นที่ชลประทาน นั้น มีปริมาณน้ำใช้อย่างเพียงพอและไม่ขาดแคลน แต่จะไม่มีน้ำสำหรับสนับสนุนการทำนาปรังครั้งที่ 2 อย่างแน่นอน จึงขอให้เกษตรกรที่จะทำนาปรังครั้งที่ 2 พิจารณาถึงผลกระทบที่จะได้รับตามมาด้วย พร้อมกันนี้ได้เตรียมแผนการใช้น้ำในช่วงต้นฤดูฝนตั้งแต่เดือนมิถุนายน-พฤษภาคม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับการเกษตร นอกจากนี้ได้สั่งการให้กรมชลประทานเตรียมแผนการรองรับกรณีปริมาณฝนที่อาจจะมีปริมาณน้อยกว่าทุกปีที่ผ่านมา จากผลกระทบของการเกิดเอลนิญโญ

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์  รุ่นที่  8  มหาวิทยาลัยปทุมธานี  มปท.

2604531501

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-04-26 15:02:00 IP : 124.121.141.149


ความคิดเห็นที่ 27 (3174867)

ตรังจัดมหกรรมยางพาราโลก
1
ใน7กิจกรรมรัษฎา เทิดรัฐ จักรีวงศ์


จังหวัดตรังเป็นเมืองท่าโบราณที่มีประวัติความเป็นมานานนับพันปี สมัยยุคก่อนประวัติศาสตร์มีการสื่อสารด้วยตัวอักษร มีหลักฐานตามถ้ำและเขาต่างๆว่าบรรพบุรุษของชาวตรังอาศัยบนแผ่นดินผืนนี้ไม่น้อยกว่า 5,000 ปี จวบถึงสมัยประวัติการปกครองไทย ซึ่งเริมจากสมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ตรังยังเป็นเมืองในกำกับของนครธรรม ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 5 ได้รับการเปลี่ยนแปลงการปกครองให้เป็นส่วนหนึ่งของหัวเมืองฝ่ายตะวันตกและมณฑลภูเก็ต

ในสมัยนั้น รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูประบบราชการ และนำพาชาติเข้าสู่การพัฒนาให้เทียบทันอารยประเทศ การก่อสร้างทางรถไฟสายใต้ ที่กำหนดให้มีทางแยกจากทุ่งสงมุ่งสู่ท่าเรือกันตัง เริ่มสร้างตั้งแต่ พ.ศ.2454 ทั้งนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2442 พระยารัษฎานุประดิษฐ์ ฯ ได้นำต้นยาง พาราต้นแรก จากประเทศมาเลเซีย มาปลูกที่อำเภอกันตัง เป็นแห่งแรก ต่อมาพระยารัษฎานุประดิษฐ์ได้รับสมญานามว่า บิดาแห่งยางพาราไทย

ยางพาราจึงเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของภาคใต้ นอกจากจะสร้างอาชีพ งาน และรายได้ ให้กับชาวสวนยางในภาคใต้แล้ว ยังสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยางในภาคเหนือ ภาคอีสานที่มีการนำยางไปปลูกจนกลายเป็นการสร้างอาชีพอย่างเป็นล่ำเป็นสันในขณะนี้

จังหวัดตรัง มีเกษตรกรปลูกยางพารากว่า 60,000 ครัวเรือน มีพื้นที่ปลูกกว่า 1,600,000ไร่ซ คิดเป็นร้อยละ 87 ของพื้นที่ ในปี พ.ศ.2552 มีรายได้จากการส่งออกยางพารา จํานวน27,000ล้านบาท ในปี 2553คาดว่าน่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 40,000ล้านบาท

พืชเศรษฐกิจชนิดนี้ จึงเปรียบเสมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ส่งผลให้ทางจังหวัด เห็นความสําคัญ และได้จุดประกายให้มีการจัดกิจ กรรมการจัดงานเกี่ยวกับ ยางพาราขึ้น

นายไมตรี อินทุสุต ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง กล่าวว่า ที่ผ่านมา จ.ตรัง ได้กําหนดจัดกิจกรรมวันเชิดชูเกียรติบุคคลสําคัญที่ทําประโยชน์คุณงามความดีต่อจังหวัดตรัง และควรแก่การยกย่อง โดยใช้ชื่อโครงการตลอดเดือนเมษายน-กลางเดือนพฤษภาคม 2553 ว่ารัษฎา เทิดรัฐ จักรีวงศ์มีกิจกรรมจํานวน 7 กลุ่มกิจกรรม เช่น งานราชพิธี งานเทิดพระเกียรติ ตรังรวมใจรัก ภักดี จักรีวงศ์”, การแสดง แสงสีเสียง, ศิลปวัฒนธรรม หนังตะลุง มโนราห์, งานสมโภชศาลหลักเมืองตรัง, การแข่งขันวิ่งตรังมินิมาราธอน, งานด้านท่องเที่ยวกีฬา งานด้านดนตรี งานมหาสงกรานต์ และงาน มหกรรมยางพาราโลก เป็นต้น

สําหรับงานมหกรรมยางพาราโลก รัษฎา เทิดรัฐ จักรีวงศ์จังหวัดตรัง ทางจังหวัดมอบให้สํานักงานเกษตรจังหวัดเป็นแม่งาน กําหนดจัดงานขึ้นในระหว่างวันที่ 5-14 พ.ค. 2553 ที่ บริเวณอนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์ อ.เมือง จ.ตรัง โดยระดมทั้งทีมเกษตร ภาคเอกชน เกษตรกรมาร่วมงาน

การจัดงานมหกรรมยางพาราโลกในครั้งนี้ จัดให้มีการแสดงเกี่ยวกับการพัฒนาการ ผลิตยางพาราครบวงจร การแปรรูป การทำเป็นของเล่นจากผลิตภัณฑ์ต้นยาง ตั้งแต่ต้นนํ้า กลางนํ้า และปลายนํ้า ตลอดจนมี มหรสพ การแสดงกิจกรรมของเด็กนักเรียน ที่จะทําให้ผู้มาเที่ยวงานได้มีความรู้ที่สามารถนําไปปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอาชีพการทําสวนยางพา ราของตนเอง จังหวัดได้พยายามสร้างผูกเรื่องราวให้เมืองตรังเป็นเมืองวิถียางพารา เช่น การจัดวิวาห์ใต้ร่มยางพารา อีกทั้งยังเป็นการสร้างความรื่นเริง หย่อนใจให้กับเกษตรชาวสวนยางพาราได้ทํางานอย่างต่อเนื่องมาตลอดชีวิต

นายสามารถ ลักขณา เกษตรจังหวัดตรัง ในฐานะแม่งาน บอกว่า กิจกรรมที่จัด ตลอด 10 วัน 10 คืน โดยมุ่งเน้นกิจกรรมการพัฒนายางพาราอย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรมการแสดง ประวัติพระยารัษฎานุประดิษฐ์ และพิพิธภัณฑ์พระยารัษฎานุประดิษฐ์ การจัดสวนยางพาราที่มีคุณภาพ การสาธิตแปรรูปการสร้างมูลค่าเพิ่มยางพารา กิจกรรมเสริมรายได้ในสวนยางพาราตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง กระบวนการซื้อ-ขายผลผลิตยางพารา เทคนิคการซื้อขายยางแผ่นดิบชั้นดี นํ้ายางสด เศษยาง ยางก้อน การเจรจาการซื้อขายผล ผลิต ยางล่วงหน้า

ส่วนกิจกรรมที่เป็นไฮไลต์ การทํายางแผ่นที่ยาวที่สุดในโลก คือมีความยาวแผ่นเดียว 109.99 เมตร มีลักษณะพิเศษคือ แผ่นยางสะอาด ไม่มีรอยคาบน้ำกรด หรือเหนรียวเยิ้ม ยกส่องไม่มีสิ่งสกปรกและฟองอากาศ แผ่นยางหนา 2.8 มิลลิเมตร กว้าง 38-46ซม. ยาว 80-85 ซม. เนื้อในยางสีของแผ่นยางเป็นสีเดียวกันตลอดมีลายดอกนูนเด่นชัด ยืดหยุ่นดี เมื่อดึงแผ่นยางออกดูเนื้อยางไม่ขาดง่าย นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการประกวดผลผลิตทางการเกษตรเป็นพืช 8 ชนิด ประกอบด้วย ผัก 6 ชนิดๆละ 100 รายรวม 600 ราย ปาล์มนํ้ามัน 100 ราย และยางแผ่นดิบ 100 ราย

กิจกรรมเทิดทูน ราชวงศ์จักรีและเชิดชู บิดาแห่งยางพาราไทย ที่ จ.ตรังจัดขึ้น สะท้อนให้เห็นความตั้งใจของประชาชนทั้งจังหวัดที่ต้องการยกย่องบุคคลสำคัญที่ทำคุณประโยชน์ คุณงามความดีต่อจังหวัด ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะทำให้ประชาชนเกิดรัก เทิดทูลในราชวงศ์จักรี เห็นความสำคัญของพระยารัษฎานุประดิษฐ์ อดีตเจ้าเมืองตรัง ในฐานะทำคุณงามความดีและนำต้นยางพารามาปลูก สร้างความอยู่ดีกินดีให้กับเกษตรกรชาวสวนยางมาจนถึงวันนี้

จิรศักดิ์ จาตุพรพิพัฒน์

 

 

 

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ

สมาคมคนพิการ

2904530640

*********************

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-04-29 06:40:51 IP : 124.121.139.244


ความคิดเห็นที่ 28 (3176550)

บางซื่อจัดตั้งศูนย์ ราชการใสสะอาด

รับแจ้งเบาะแสทุจริต ข้อเสนอแนะทางอีเมล์

นาย ธัชชัย ลิ้มพิบูลย์ ผู้อำนวยการเขตบางซื่อ กล่าวว่า ศูนย์ราชการใสสะอาดสำนักงานเขตบางซื่อจัดตั้งขึ้น เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกและเป็นเครื่องกำกับให้ข้าราชการและลูกจ้างเป็นผู้มีคุณธรรม ซื่อสัตย์ สุจริต อดทน เสียสละ และมีน้ำใจปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความถูกต้องและเป็นธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีจิตให้บริการคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม จงรักภักดีต่อประเทศชาติและสำนึก ในบุญคุณของ แผ่นดิน ตลอดจนเสริมสร้างจริยธรรมป้องกันการทุจริตและคอรัปชั่น

ทั้งนี้ เขตส่งเสริมและสนับสนุนให้ข้าราชการและลูกจ้าง นำมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมไปใช้ยึดถือปฏิบัติเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพอันให้เกิดประโยชน์สุขต่อประชาชน หากพบเห็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานทุจริตและประพฤติมิชอบ โปรดส่งข้อมูลไปที่โทร.02-9104631

หรือ e-mail address : bangsue@windowslive.com

และเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการให้บริการประชาชน ที่รวดเร็วและทันสมัย เขตฯ เปิดให้บริการประชาชนในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทาง e - mail ดังกล่าวด้วยเช่นกัน เพื่อสำนักงานเขตจะได้นำมาพัฒนาองค์กรต่อไป

 

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ

สมาคมคนพิการ

0505530811

*********************

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-05-05 08:11:03 IP : 124.121.141.90


ความคิดเห็นที่ 29 (3183134)

จิตแพทย์แนะวิธีปรับตัวในรั้วมหาลัย

 

ปัญหาการปรับตัวให้เข้ากับสังคมในรั้วสถานศึกษาใหม่ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเด็กเล็กในวัยอนุบาลเท่านั้น แม้แต่น้องๆ ที่เพิ่งก้าวจากรั้วโรงเรียน สู่สถาบันอุดมศึกษา ก็สามารถพบกับปัญหานี้ได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากบางคนจะตื่นเต้นกับบรรยากาศที่แปลกใหม่ในสถานที่เรียนใหม่ ที่กว้างใหญ่และมีหลากหลายวัฒนธรรม หรือวิตกในเรื่องของการเรียนที่มีรูปแบบที่ยากขึ้น ความกังวลกับสังคมเพื่อนใหม่ที่จะได้พบ ยิ่งในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นในสังคมเรา ก็อาจจะทำให้เฟรชชี่ใหม่หลายคนเกิดความกลัว เครียด วิตกกังวล และอาจป่วยเป็นโรคซึมเศร้าไปเลยก็ได้ เนื่องจากได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการชุมนุมทางการเมือง

พญ.อังคณา อัญญมณี จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลมนารมย์ บอกว่า แม้จะเกิดความตื่นเต้น หวาดกลัว วิตกกังวล หรือเครียดมากน้อยเพียงใด ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยต่างจากการใช้ชีวิตในโรงเรียน ถือว่าเป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนจากวัยรุ่นสู่วัยผู้ใหญ่ คิดว่าเป็นช่วงของการเรียนรู้ในหลายๆ ด้าน ไม่ใช่แค่วิชาการเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้เรียนรู้ถึงกระบวนการทำงานและการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นด้วย

การเรียนในระดับอุดมศึกษาเป็นการเรียนที่มีลักษะกว้างขึ้น คือผู้เรียนต้องมีการศึกษาหาความรู้จากหลายแหล่ง ทั้งจากตำราในห้องสมุดหรือข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต ไม่ใช่รอฟังเพียงสิ่งที่อาจารย์สอนในห้องเท่านั้น เพราะจะได้ความรู้เพียงแง่มุมเดียว นอกจากนี้ ยังต้องเรียนแบบลึกขึ้น คือมีการวิเคราะห์ ตั้งคำถาม หาข้อมูลเปรียบเทียบ สังเคราะห์หาข้อสรุปเพื่อจะนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป ไม่ใช่แค่อ่าน จำ แล้วนำไปตอบเหมือนสมัยมัธยม ดังนั้น จะต้องฝึกตัวเองให้มีความรับผิดชอบ มีความใฝ่รู้ มีการกำหนดเป้าหมาย การวางแผน และปฏิบัติตามแผนอย่างมีวินัย นอกจากนี้การฟังคำแนะนำจากรุ่นพี่ที่เคยมีประสบการณ์ตรงจะช่วยให้เราทราบแนวทางการเรียนและวางแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับเพื่อนในสถานที่เรียนใหม่นั้น จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น แนะว่า การเรียนในมหาวิทยาลัยอาจจะต้องมีการใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนมากขึ้น จากเดิมที่เคยเจอกันเพียงเวลาไปโรงเรียน แต่ตอนนี้อาจต้องอยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมง เพราะเป็นรูมเมท หรืออยู่หอพักกินนอนด้วยกัน การกระทบกระทั่งอาจเกิดขึ้นได้เสมอ เพราะแต่ละคนก็มีนิสัยและการใช้ชีวิตที่ต่างกัน สิ่งที่สำคัญจะต้องมีการเปิดใจเรียนรู้นิสัยของกันและกัน เพื่อจะเห็นทั้งข้อดีข้อเสียของเพื่อนและตัวเรา โดยการรับฟังและปรับปรุงข้อบกพร่องของตนเอง ชื่นชมและเลียนแบบสิ่งดีที่เพื่อนมีแต่ไม่จำเป็นต้องยอมรับและเลียนแบบสิ่งที่ไม่ดี

และหากเกิดความขัดแย้งกันขึ้นก็ควรพูดคุยหาทางออกโดยไม่ใช้อารมณ์ การทำเช่นนี้จะช่วยให้เราอยู่ร่วมกันได้ด้วยความสบายใจ ส่งผลให้เกิดความพร้อมในการเรียนรู้อย่างเต็มที่ ดังนั้น เราควรรู้จักเลือกคบเพื่อน เพราะเพื่อนที่ดีมักจะพาเราเดินในทางที่มุ่งสู่ความสำเร็จ แต่เพื่อนไม่ดีอาจชักชวนเราให้หลงไปเดินทางที่มืดมนซึ่งจะนำไปสู่ความล้มเหลว เช่น เส้นทางยาเสพติด เส้นทางการติดเกม เส้นทางการพนัน และเส้นทางแห่งเพศสัมพันธ์ เป็นต้น

พญ.อังคณา ทิ้งท้ายว่า การทำกิจกรรมนอกหลักสูตร เช่น กิจกรรมชมรม ค่ายอาสาพัฒนา นักกีฬามหาวิทยาลัย หรือคณะกรรมการนักศึกษา เป็นต้น บางคนมองว่ากิจกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น จึงให้ความสำคัญและมุ่งมั่นกับการเรียนเฉพาะในหลักสูตรเท่านั้น ทั้งที่จริงแล้วการเข้าร่วมกิจกรรมเหล่านั้นจะทำให้เราพัฒนาหลายด้าน ทั้งด้านอารมณ์ซึ่งจะเกิดการผ่อนคลายและความสนุกสนาน พัฒนาทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ฝึกการวางแผน การแก้ปัญหา การเปิดรับมุมมองของเพื่อนต่างคณะ ซึ่งจะช่วยให้เราเกิดความพร้อมเมื่อต้องทำงานจริง หลังจากเรียนจบแล้ว

นอกจากนี้ ยังถือเป็นโอกาสที่จะได้พัฒนาศักยภาพ ซึ่งเราอาจจะมีมากมาย แต่ยังไม่เคยค้นพบและรับการฝึกฝนมาก่อน การทำกิจกรรมยังช่วยให้เราใช้เวลาว่างอย่างเป็นประโยชน์ อาจช่วยป้องกันไม่ให้เราสูญเสียเวลาไปกับการเล่นเกมหรือการใช้สารเสพติดได้

เราควรทำกิจกรรมควบคู่ไปกับการเรียน เลือกกิจกรรมที่เราสนใจหรือมีความชอบ โดยไม่จำเป็นต้องมีความถนัดหรือมีประสบการณ์มาก่อนก็ได้ ใช้เวลากับกิจกรรมอย่างเหมาะสม เพราะหากเผลอสนุกกับการทำกิจกรรมมากเกินไป อาจทำให้สอบตกได้เช่นกัน และขอให้ทุกคนมีกำลังใจที่จะก้าวต่อไปจนถึงจุดหมาย แม้ว่าเราจะต้องปรับตัวปรับใจกับอะไรมากมายในรั้วมหาวิทยาลัย แต่ที่แห่งนี้ก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่รอให้เราได้เข้าไปเรียนรู้ และมีความสุขร่วมกันจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น กล่าว

 

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์  รุ่นที่  8  มหาวิทยาลัยปทุมธานี  มปท.

2505530745

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com )วันที่ตอบ 2010-05-25 07:45:14 IP : 124.121.138.6


ความคิดเห็นที่ 30 (3188276)

มหาวิทยาลัยปทุมธานี

 

 

บริการด้วยไมตรี

 

เทคโนโลยีก้าวไกล

 

ใส่ใจคุณภาพงาน

 

 

 

มหาวิทยาลัย

กำหนดเปิดภาคเรียนที่ 1/2553

วันพฤหัสบดีที่  10 มิถุนายน 2553

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ปี 2  รุ่น 8  มหาวิทยาลัยปทุมธานี

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ

สมาคมคนพิการ

0806531337

*********************

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com )วันที่ตอบ 2010-06-08 13:37:08 IP : 124.121.140.199


ความคิดเห็นที่ 31 (3188687)

วันพรุ่งนี้....

มหาวิทยาลัย

กำหนดเปิดภาคเรียนที่ 1/2553

วันพฤหัสบดีที่  10 มิถุนายน 2553

และรับนักศึกษาใหม่ครับ.ทุกคณะ

จำนวน 10 คณะ

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ปี 2  รุ่น 8  มหาวิทยาลัยปทุมธานี

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ

สมาคมคนพิการ

0906532059

*********************

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com )วันที่ตอบ 2010-06-09 20:59:38 IP : 124.122.28.42


ความคิดเห็นที่ 32 (3194675)
วันนี้....วันอาทิตย์ที่ 4 ก.ค.53 เวลา 09.00 - 16.00 น
 
คณะรัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยปทุมธานี
รับน้องนักศึกษาใหม่...คณะรัฐศาสตร์
แนะนำคณาจารย์ในคณะ และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
รุ่นพี่รับ..รุ่นน้องใหม่
แบบ มิตรสัมพันธ์ ฉันท์พี่ – น้อง
ณ สนามโรงเรียนวัดลาดบัวหลวง
ในพื้นที่ อบต.เชียงรากใหญ่
และ
เวที การแสดง แนะนำตัว แบบพี่ๆน้อง
ท่ามกลางบรรยากาศ ชิว ๆ
พร้อมชม / และดิ้น / ร้องเพลง
พร้อมเสียงฮา ใหญ่ ๆ บนเวที...
ของคณะรัฐศาสตร์ ม.ปทุม
 
ในวันอาทิตย์ที่ 4 ก.ค.53 เวลา 09.00 - 16.00 น. 
 
จะมีการแสดงของตลกคณะ ตี๋ ซุปเป้อร์ดอน   
เวลา 15.00 17.00 น.
  
...................................................................................................
 
- - - - - - - - - - - - - - - - - -  
พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ
นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ปี 2 รุ่น 8 รหัส 52013351 มหาวิทยาลัยปทุมธานี
นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)
โทร. 02-990-0331
http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ
สมาคมคนพิการ
0407531027
*********************
ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com )วันที่ตอบ 2010-07-04 10:27:20 IP : 124.121.138.46


ความคิดเห็นที่ 33 (3206358)
tag heuer replicas the timepiece catches and holds the gaze with its passionate personality glowing against the black backgroundCrafted in a sporty style the novel Guepard watch is featured by an impressive steel case cheap omega mens movado watch which carries an interchangeable bezel Both front and back sides of the model are engraved with sapphire crystals The design bears 50-meter water-resistance mens rolex Beating inside the watch case is a self-winding movement - ETA 2836 advanced by Guep
ผู้แสดงความคิดเห็น 1 (yadhxj-at-hushmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-08-25 02:33:13 IP : 125.121.215.19


ความคิดเห็นที่ 34 (3206393)
handbag fake bag for sale online retailers under the circumstance of the choice of replica replica handbag louis vuitton handbags handbagsyou are to take selection as that louis vuitton ties designer gucci luggage
ผู้แสดงความคิดเห็น 1 (wpdduw-at-aol-dot-com)วันที่ตอบ 2010-08-25 02:42:55 IP : 125.121.215.19


ความคิดเห็นที่ 35 (3218226)
คณะรัฐศาสตร์ ม.ปทุมธานี
ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-10-17 15:49:36 IP : 124.122.26.69


ความคิดเห็นที่ 36 (3218427)

เด็กนอกระบบการศึกษา 3 ล้านคน !!

ถึงเวลาร่วมกันแก้ปัญหา-ตัดตอน"ยุวอาชญากร"  

 

ปัญหาเด็กนอกระบบ ที่มักถูกจำกัดความด้วยบริบทที่หลายหลาย ไม่ว่าจะเด็กยากจน เด็กพิการ เด็กกระทำความผิด เด็กเลิกเรียนกลางคัน เด็กย้ายโรงเรียน เด็กย้ายถิ่นอพยพตามพ่อแม่ เด็กชายขอบ เด็กไร้ครอบครัว เด็กเร่ร่อน เด็กที่กำเนิดจากคนต่างด้าว เด็กที่หนีหรือหลุดรอดออกจากโรงเรียน เด็กที่มีชื่ออยู่กับสถานศึกษาแต่ในความเป็นจริงไม่มีโอกาสได้เรียน หรือเด็กที่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะเข้าโรงเรียน

ต่างๆเหล่านี้ กลายเป็นหนึ่งในปัญหาเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไขอย่างจริงจัง และไม่อาจปฏิเสธได้ว่า "ปัญหาเด็กนอกระบบ" เป็นเพียงเรื่องของ "เขา" และไม่ใช่เรื่องของ "เรา (คนไทย)" อีกต่อไป

 


ช่วงที่ผ่านมา รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการนโยบายปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 (กปน.) และอาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย และ นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ได้ร่วมกระเทาะปัญหาสถานการณ์เด็กนอกระบบไทย ที่ยังไม่มีหน่วยงานใดเป็น "เจ้าภาพ" ที่ชัดเจน ในรายการ "บ่ายนี้มีคำตอบ" ช่อง 9 เมื่อเร็วๆนี้

รศ.ดร.สมพงษ์ เจ้าของวาทกรรม "เด็กล่องลอย" กล่าวว่า ขณะนี้มีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ร่วม 3 ล้านคน แบ่งเป็น เด็กเร่ร่อนประมาณ 3 หมื่น ที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในครอบครัว อยู่ในท้องถนน เด็กกำพร้าประมาณล้านคน เด็กตั้งครรภ์เป็นคุณแม่วัยใสอายุต่ำกว่า 18 ปีประมาณ 1.2 แสนคน กลุ่มยุวอาชญากรที่ถูกจับกุม 5 หมื่นคน และที่ยังวนเวียนอยู่ในสังคมร่วมแสนคน และเด็กไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติอีก 9.7 แสนคน "แม้เศรษฐกิจอาจจะส่อเค้าดี แต่ภาคสังคมแย่ มีอัตราเด็กตั้งครรภ์และหย่าร้างสูง พ่อแม่ไม่มีเวลาเลี้ยงลูกด้วยเงิน ทำให้หย่อนศีลธรรม ก็สร้างให้เกิดปัญหายุวอาชญากร ประกอบกับเด็กนักเรียนต้องผ่านมาตรฐานการศึกษาภาคบังคับ ฉะนั้นเด็กหลังห้อง ก็จะค่อยๆถูกคัดออกจากระบบการเรียน ล่าสุดนายก รัฐมนตรีก็ระบุชัดว่า มีเด็กกลุ่มนี้ประมาณ 1.6 แสนคน ที่ต้องไปล่องลอยในชุมชน กลายเป็นเด็กล่องลอยในร้านเกมส์ ในศูนย์การค้า ในผับบ้าง กลายเป็นห่วงโซ่อันตรายรอบตัว สุดท้ายก็เข้าสู่วงจรอาชญกรรม" รศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

 


ขณะที่นพ.สุภกร สะท้อนปัญหาเด็กนอกระบบว่า มีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น เด็กหนึ่งคนมีหลายปัญหา ซึ่งจะทำให้สังคมไทยโตขึ้นอย่างไม่มีคุณภาพและไร้สัมพันภาพระหว่างกัน นำไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม

"
เมื่อเด็กไม่ได้เรียนหนังสือ ก็หารายได้ที่เลี้ยงตัวไม่ได้ อาจเข้าสู่วงจรอาชญากรรม โดยสหรัฐ อเมริกาได้ศึกษาชัดเจนว่า เด็กพวกนี้มีโอกาสเป็นอาชญากรมากถึง 7 เท่า และอายุสั้นกว่าเด็กปกติราว 9 ปี ทำให้เกิดผลพวงแก่สังคม ฉะนั้นถ้าเด็กกลุ่มนี้ เรามองว่าเป็นธุระไม่ใช่ ต่อไปเราก็ลำบาก ถ้าหากเราไม่อยากไปยุ่ง เด็กกลุ่มนี้ก็จะเกิดการสะสมเมื่อพวกเขาโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ สุดท้ายลูกเราลูกเขา ก็จะต้องอยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน ปัญหาที่เคยมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัว หรือเป็นหน้าที่ของรัฐ ก็จะเป็นเรื่องของเราทั้งประเทศ" ผู้จัดการ สสค. กล่าว และเสริมว่า

"
สติถิชี้ชัดเจนว่า แรงงานไทยไม่สามารถแข่งขันสู้เพื่อนบ้านได้ เคยมีคนวิเคราะห์ว่า เมื่อ 30 ปีก่อน เปรียบเทียบคนงานไทยกับสิงคโปร์ ปรากฏว่า คนสิงคโปร์ 1 คน ทำงานได้เท่าคนงานไทย 2 คน ปัจจุบันกลายเป็น คนงานสิงคโปร์ 1 คน ทำงานได้เท่ากับคนไทย 4 คน ยิ่งเมื่อเทียบกับมาเลเซีย จากที่เคยทำงานได้คุณภาพเท่าเทียมกัน ล่าสุดคนงานมาเลเซีย 1 คนทำงานได้เท่ากับคนไทย 3 คน ซึ่งสอดคล้องกับสถิติที่ระบุว่า แรงงานไทยกว่า 2 ใน 3 นั้นจบไม่เกินชั้นประถม ทำให้เราสู้เขาไม่ได้ เพราะเมื่อทักษะแรงงานต่ำลง แต่ค่าจ้างสูงสวนทางกัน ทำให้เอกชนเริ่มย้ายฐานการผลิตไปอยู่ประเทศอื่น"

 


ส่วนจะเริ่มนับหนึ่งอย่างไรกับปัญหา "เด็กนอกระบบ" นั้น รศ.ดร.สมพงษ์ ฟันธงว่า ต้องเริ่มจากกระบวนการ "เอ็กซ์เรย์ (X-Ray) เด็กในพื้นที่" ไปพร้อมๆกับการหา "เจ้าภาพ" ที่ใกล้ชิดกับเด็ก และชุมชนท้องถิ่นเป็นตัวขับเคลื่อน โดยมีรัฐบาลเป็นผู้ดำเนินความสะดวก เพื่อแก้ปัญหาร่วมกันทั้งชุมชน ทำให้เกิดการลงแขกการจัดการร่วมกัน ฉะนั้นองค์กรส่วนท้องถิ่นไม่ได้จัดการเพียงลำพัง

"
ยกตัวอย่าง การแก้ไขปัญหาเด็กแว๊นขับมอเตอร์ไซต์แข่งกันทั้งคืน เราก็ต้องคิดนอกกรอบ เปิดใจยอมรับความชอบของเด็ก และพยายามหากิจกรรมที่เขาสนใจ สุดท้ายเด็กกลุ่มนี้ก็กลายมาเป็นช่างมอเตอร์ไซต์ ฉะนั้นการแก้ไขต้องไม่ใช่การประณาม แต่ต้องซื้อใจเด็ก ด้วยการให้พื้นที่ทำกิจกรรม สร้างอาชีพ ต้องเริ่มจากมองว่า เขาเป็นเหมือนลูกเหมือนหลานเรา คนเราไม่ได้มีข้อเสียทุกเรื่อง แต่ก็มีข้อดีในตัวเองด้วย"

เช่นเดียวกับผู้จัดการ สสค. ก็มองว่า "เทศบาล" น่าจะเป็น "เจ้าภาพ" ในส่วนท้องถิ่น ที่เหมาะสมที่สุด เพราะแม้เด็กจะออกจากโรงเรียน แต่ก็ยังวนเวียนอยู่ในท้องถิ่น จนเป็นที่มาของ "โครงการส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชนในระดับท้องถิ่น(เทศบาล) ครั้งที่ 1/2553" ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาทุน และจะพร้อมดำเนินการในเดือนมกราคมปี 2554 เพราะเชื่อมั่นว่า หากปล่อยเด็ก 3 ล้านคนไว้ก็จะเกิดการสะสมเพิ่มขึ้นปีละไม่ต่ำกว่า 2-3 แสนคน ซึ่งหากปล่อยไปจะส่งผลอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศ เพราะอาจกลับมาทำลายเด็กอีก 9 ล้านคนที่อยู่ในระบบการศึกษา

ฉะนั้นทุกภาคส่วนต้องเริ่มปรับเปลี่ยนวิธีคิด และการจัดการใหม่ ด้วยการมองว่า "เด็กนอกระบบ เป็นปัญหาของเรา ไม่ใช่ของใคร" เมื่อประกอบกับการมีเจ้าภาพที่ชัดเจนในเชิงนโยบาย และการกระจายงานอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่า ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า จะเห็นการเปลี่ยนแปลงในเด็ก 3 ล้านคนที่ตอนนี้เป็นปัญหาเร่ง ด่วนร่วมกันของคนไทยทั้งชาติอย่างแน่นอน!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

 

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ

สมาคมคนพิการ

1810532001

*********************

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-10-18 20:01:26 IP : 124.122.28.48


ความคิดเห็นที่ 37 (3220069)

ความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลกที่มีต่อไทย ตอนที่ 5

ไม่มีระบบอัตราแลกเปลี่ยนใดที่จะเหมาะสมในทุกช่วงเวลาและกับทุกประเทศ
       
       
ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์อีกประการหนึ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็คือ มีประเทศที่เปลี่ยนมาใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับประเทศที่ใช้ระบบแบบคงที่หรือแบบกึ่งกลางที่เรียกโดยทั่วไปว่าระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบมีการจัดการที่มีจำนวนน้อยลงไปเรื่อยๆ
       
       
ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจได้บ่งชี้ให้เห็นถึงการวิวัฒนาการของระบบอัตราแลกเปลี่ยนจากระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบมาตรฐานทองคำหรือ Gold Standard ที่นำเอาการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนไปผูกติดอยู่กับน้ำหนักทองคำ ดังนั้น หากทองคำ 1 ออนซ์ในสหรัฐฯ มีมูลค่า 2 ดอลลาร์สหรัฐในขณะที่ในอังกฤษด้วยน้ำหนักเดียวกันหากมีค่า 1 ปอนด์ อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างดอลลาร์สหรัฐกับปอนด์อังกฤษจะเป็น 2 ต่อ 1
       
       
ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ซึ่งใช้ทองคำหรือแร่โลหะมีค่าอื่นๆ เป็นเครื่องมือในการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในยุคสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 จึงเกิดขึ้น ธนบัตรที่ใช้อยู่จึงเป็นเสมือนตั๋วแลกเงินที่หากไม่เชื่อถือเงินกระดาษที่ถืออยู่เพราะตัวมันเองไม่มีมูลค่าเต็มจำนวนตามที่ตราไว้หรือ Fiat money ก็สามารถที่จะไปแลกเป็นทองคำมาถือแทนให้อุ่นใจได้ เพราะรัฐผู้ออกธนบัตรได้กำหนดค่าเสมอภาค (par value) หรืออัตราแลกเปลี่ยนที่สามารถแลกเปลี่ยนระหว่างมูลค่าเงินสกุลตนเองกับน้ำหนักทองคำ เอาไว้นั่นเอง
       
       
ข้อบกพร่องที่สำคัญของระบบมาตรฐานทองคำนี้ก็คือ ความมั่งคั่งของชาติจะไปตกอยู่ที่ทองหรือแร่โลหะที่มีค่าอื่นๆ เช่น เงิน ทั้งๆ ที่เป็นแค่แร่โลหะจะมีมากมีน้อยก็ไม่ได้ทำให้มีความเจริญก้าวหน้ากับประเทศแต่อย่างใดมิใช่หรือ คนส่วนใหญ่ในประเทศเราจึงเป็นพวก บ้าหอบฟางดังเช่นเพลงของอัศนีและวสันต์ที่ร้องบอกว่า คนดีนั้นหอบวาสนา แต่คนบ้า(วัตถุ)นั้นหอบฟาง นั่นเอง เช่นเดียวกันกับนักคิดในเวลานั้นจากหนังสือชื่อ An Inquiry to the Wealth of Nation ของ Adam Smith ที่ให้ข้อคิดกับสังคมในขณะนั้นว่า ความมั่งคั่งของชาติมาจากที่ใด ใช่จาก ทองคำ หรือ เงินไม่
       
       
ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 จวบจนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้มีความยุ่งยากวุ่นวายเกิดขึ้นกับมาตรฐานทองคำที่ใช้อยู่เป็นอันมากทั้งจากผลของสงครามและที่มิใช่ผลของสงคราม ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวได้เริ่มเข้ามามีบทบาทบ้างในบางช่วงเวลา หากแต่เป็นเพราะความจำใจมิใช่เป็นความประสงค์ของผู้ดำเนินนโยบายแต่อย่างใด เหตุผลสำคัญก็คือ ความสามารถในการแลกเปลี่ยนเอากระดาษที่เรียกว่าเงิน (money) เป็นทองคำหรือ convertibility ของรัฐที่เป็นผู้ออกเงินนั้นมีน้อยมาก ทั้งนี้อาจจะเนื่องมาจากมีปริมาณทองในท้องตลาดน้อยหรือไม่ต้องการสูญเสียทองที่ครอบครองอยู่ ดังนั้น เมื่อรัฐในยุโรปส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษา convertibility ระหว่างเงินกับทองเอาไว้ได้ตามค่าเสมอภาคที่ได้กำหนดไว้ มาตรฐานทองคำก็ใช้ต่อไปไม่ได้
       
       
ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง ได้มีการประชุมที่เมือง Bretton Woods สหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 1944 เพื่อตกลงเกี่ยวกับการจัดการระบบเศรษฐกิจของโลกภายหลังสงคราม แม้จะเป็นการประชุมของฝ่ายชนะ แต่ก็มีผู้ชนะ 2 ประเภทคือ แบบสหรัฐฯ ที่ระบบเศรษฐกิจและโครงสร้างการผลิตไม่บอบช้ำและเป็นเจ้าหนี้ กับที่เหลือส่วนใหญ่ซึ่งเป็นประเทศที่มีสถานะในทางตรงกันข้าม ทำให้เป้าประสงค์ของประเทศที่เข้าร่วมประชุมแตกต่างกันออกไปเป็นอย่างมาก เพราะประเทศที่เป็นลูกหนี้ที่บอบช้ำก็มีความประสงค์ที่จะได้เงินช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ที่เป็นเจ้าหนี้อยู่แล้วเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่สหรัฐฯ เองก็ไม่อยากที่จะเข้าไปมีส่วนควักกระเป๋าจ่ายหรือยกหนี้ให้แต่เพียงผู้เดียวภายหลังสงครามสงบ
       
       
เมื่อเขี้ยวต่อเขี้ยวมาเจอกัน ผลจึงออกมาในลักษณะที่สหรัฐฯ สามารถเลือกที่จะเข้ามาช่วยเหลือในแบบตนเองไม่มีข้อผูกมัด นั่นคือมีการตั้ง องค์กรโลกบาล (supra-national organization) ที่รัฐสมาชิกยอมเสียสละอำนาจอธิปไตยบางส่วนไปให้เกิดขึ้นมา 3 องค์กรคือ ธนาคารโลก เพื่อทำหน้าที่ให้เงินกู้ระยะยาวเพื่อพัฒนาหรือปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจพื้นฐานโดยที่มาของเงินที่นำไปปล่อยกู้จะมาจากการออกพันธบัตรของธนาคารโลกออกจำหน่าย ทำให้สหรัฐฯ มีเสรีที่จะให้กู้หรือไม่กับประเทศที่เคยเข้าร่วมรบเป็นพันธมิตรสู้สงครามมาด้วยกัน เพราะใครจะมาซื้อพันธบัตรนี้ในจำนวนเท่าใดก็ได้
       
       
ในส่วนของข้อตกลงเกี่ยวกับระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่บรรลุก็คือจะมีการใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ แต่มีการปรับตัวได้หากมีความจำเป็น (fixed but adjustable with narrow band of flexibility) โดยมี กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF เป็นองค์กรที่คอยช่วยเหลือให้กู้ในระยะเวลาที่สั้นกว่าเงินกู้ของธนาคารโลกกับประเทศที่มีความจำเป็นเพื่อที่จะได้ไม่ต้องมาแข่งกันลดค่าเงินหรือต้องออกไปจากระบบแบบคงที่ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ มีพันธกิจ (mission) คอยกำกับดูแลรักษาระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ให้คงอยู่ไว้นั่นเอง ที่มาเงินทุนของกองทุนการเงินฯ จะมาจากเงินที่ส่งเข้าสมทบในกองกลางของแต่ละประเทศสมาชิกซึ่งเงินสมทบจำนวนนี้จะเป็นตัวกำหนดจำนวนเงินกู้ที่ประเทศสมาชิกสามารถกู้ได้ คล้ายกับสหกรณ์ออมทรัพย์ในประเทศไทยไม่มีผิด
       
       
ส่วนสุดท้ายก็คือองค์กรที่จัดระเบียบเกี่ยวกับการค้าการลงทุนของโลกนั้น แม้จะบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับภาษีศุลกากรคือ General Agreement on Tax and Tariff (GATT) ซึ่งเป็นบรรพบุรุษขององค์การการค้าโลกหรือ WTO แต่กว่าจะจัดการให้มีได้ก็ต้องใช้เวลาอีกกว่า 40 ปีให้หลัง
       
       
ข้อตกลงที่ Bretton Woods จึงมีความสำคัญต่อการจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ (ในขณะนั้น) โดยมีการใช้ดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินตราระหว่างประเทศสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการจัดระเบียบระบบการเงินระหว่างประเทศ โดยมีกองทุนการเงินฯ เป็นองค์กรโลกบาลที่คอยกำกับดูแลให้เป็นไปตามข้อตกลง
       
       
ในขณะที่ปริมาณการค้าขยายตัวอย่างรวดเร็วเกินกว่าปริมาณทองคำที่โลกจะสามารถผลิตขึ้นมาเพื่อสนองตอบต่อปริมาณการค้าได้ ทำให้สหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศเดียวที่ยังคง convertibility ระหว่างเงินดอลลาร์สหรัฐกับทองเอาไว้ได้ตามค่าเสมอภาคที่ได้กำหนดไว้ ดอลลาร์สหรัฐจึงได้กลายมาเป็นเงินตราสกุลหลักระหว่างประเทศอย่างแพร่หลายแทนที่เงินปอนด์อังกฤษหรือเงินฟรังก์ฝรั่งเศสนับจากนั้นเป็นต้นมา เนื่องจากดอลลาร์สหรัฐสามารถทำหน้าที่ของเงินหรือ function of money ได้อย่างดีคือ ทั้งในหน้าที่การเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน และหน้าที่การเก็บรักษามูลค่านอกเหนือจากหน้าที่การใช้เป็นหน่วยนับ เพราะประเทศอื่นๆ นอกจากสหรัฐฯ ไม่จำเป็นที่จะต้องถือครองทองคำโดยตรง หากแต่ถือดอลลาร์สหรัฐแทนก็เหมือนกันทั้งยังมีความสะดวกในการได้มาอีกด้วยเพราะถูกนำมาใช้ในการค้าระหว่างประเทศอย่างกว้างขวางเป็นปกติอยู่แล้ว
       
       
อย่างไรก็ตาม ระบบแบบคงที่ตามข้อตกลง Bretton Woods ก็ใช้ได้ในช่วงเวลาระหว่างปี ค.ศ. 1946-1973 เนื่องจากมีหลายๆ ประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในยุโรปและเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น ได้ผละออกจากระบบแบบคงที่ตามข้อตกลง Bretton Woods โดยหันมาใช้ระบบแบบลอยตัวแทนด้วยสาเหตุที่สหรัฐฯ ได้ยกเลิก convertibility ที่ดอลลาร์สหรัฐจะสามารถแลกเป็นทองคำได้เป็นประเทศสุดท้ายของโลก
       
       
นอกจากนี้แล้วสหรัฐฯ ก็เริ่มที่จะใช้จ่ายเงินเกินตัวจากการเข้าไปทำหน้าที่ ตำรวจโลกทำสงครามในหลายๆ ที่ เช่น เกาหลี และเวียดนาม ทำให้เกิดการขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง ประเทศอื่นๆ ที่สามารถฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้ก็เริ่มที่จะไม่ไว้วางใจที่จะสะสมความมั่งคั่งของตนเองโดยการถือดอลลาร์สหรัฐแทนการถือครองทองคำโดยตรง การทยอยนำเอาดอลลาร์สหรัฐมาแลกเป็นทองคำกลับคืนไปจากสหรัฐฯจึงเป็นจุดที่ทำให้สหรัฐฯ ตัดสินใจเลิก convertibility
       
       
กองทุนการเงินฯ จึงสูญเสียพันธกิจหลักในการเป็นผู้ปกป้องรักษาระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ไปในปี ค.ศ. 1978 เมื่อมีการตกลงยอมรับการยกเลิกค่าเสมอภาคที่แต่ละประเทศต้องประกาศและรักษาอัตราแลกเปลี่ยนของตนเอาไว้ให้เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบรอบค่าเสมอภาคที่กำหนดเอาไว้ รัฐสมาชิกจึงสามารถที่จะเลือกระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมได้โดยอิสระทำให้ยุคสมัยของระบบแบบคงที่เสื่อมถอยนับจากนั้นเป็นต้นมา
       
       
การสูญเสียพันธกิจที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลปกป้องมากว่า 40 ปีได้ทำให้กองทุนการเงินฯ ขาด เป้าประสงค์ในการคงอยู่อย่างร้ายแรง เพราะการปล่อยกู้ให้กับสมาชิกก็เพื่อให้ประเทศสมาชิกนั้นสามารถนำไปปรับตัวเพื่อรักษาระบบแบบคงที่เอาไว้ แต่หากประเทศสมาชิกไปอยู่ในระบบแบบลอยตัวแล้ว กองทุนการเงินฯ จะมีหน้าที่ เหตุผลใด หรือคำแนะนำช่วยเหลือในเชิงวิชาการ อันเป็นข้ออ้างที่จะเข้าไปแทรกแซงระบบเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกนั้นให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการได้อย่างไร
       
       
กองทุนการเงินฯ ในปัจจุบันจึงน่าจะอยู่ในสภาวการณ์ที่สุ่มเสี่ยงเป็นอย่างยิ่ง เพราะการดำเนินงานขาดซึ่งหลักการและเหตุผลมารองรับ ยิ่งมีจำนวนเงินให้กู้มากขึ้นเพียงใด โอกาสที่จะกระทำผิดพลาดต่อเงินสมทบของสมาชิกและใช้เงินโดยปราศจากวัตถุประสงค์ก็มีสูงตามไปด้วย เช่น ในกรณีวิกฤตเศรษฐกิจของไทยเมื่อปี พ.ศ. 2540 ที่มีวงเงินให้กู้เพียงประมาณ 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็ไม่สามารถรักษาระบบแบบคงที่ของไทยที่เคยใช้เอาไว้ได้เมื่อไทยพ้นวิกฤตในครั้งนั้นไป หรือกรณีกรีซ ที่ใช้เงินกู้มากกว่า 1.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐร่วมกับธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อให้กรีซคงอยู่ในระบบแบบคงที่ของเงินสกุลร่วมยูโร แต่เงินดังกล่าวจะสามารถสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กรีซคงอยู่ในระบบแบบคงที่โดยใช้เงินยูโรไปในอนาคตได้หรือไม่ยังเป็นประเด็นปัญหาที่ตอบได้ยาก
       
       
ประเทศในยุโรปที่แม้จะผละออกจากระบบแบบคงที่ของกองทุนการเงินฯ ก็ยังมีความพยายามที่จะอยู่ในระบบแบบคงที่โดยจัดตั้งระบบแบบคงที่ตามข้อตกลง Bretton Woods ที่เคยมีมาในภูมิภาคยุโรปของตนเองในปี ค.ศ. 1979 โดยเริ่มต้นจากการสร้างหน่วยนับ European Currency Unit หรือ ECU ร่วมกันซึ่งเป็นที่มาของการใช้เงินสกุลร่วมยูโรในปัจจุบัน
       
       
การเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีตเพื่อทำให้เข้าใจถึงแก่นแท้ที่ว่า ไม่มีระบบอัตราแลกเปลี่ยนใดที่จะเหมาะสมในทุกช่วงเวลาและกับทุกประเทศ จึงเป็นการเจริญซึ่งสติปัญญา ทำให้รู้ว่าประเทศไทยภายใต้การเคลื่อนย้ายเงินทุนข้ามพรมแดนโดยเสรีจะรับมือกับความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลกที่มีอยู่ในปัจจุบันได้อย่างไร
       
       
หากจะหันหลังกลับไปใช้ระบบแบบคงที่เหมือนที่เคยใช้ในอดีตก็ต้องพิจารณาดูให้รอบคอบด้วยว่าสภาพแวดล้อมในขณะนี้มันเหมาะสมหรือไม่อย่างไร

 

 

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ

สมาคมคนพิการ

2810530846

*********************

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-10-28 08:47:00 IP : 124.121.136.22


ความคิดเห็นที่ 38 (3227469)

   

 

             2553  " ###

 $ %&%           2553

 & "" ( ( 9 * 2554

         2553

 ,-"" ( ( 15 * 2554

 /&/ -&0,& ,((( , 1%% (-((           

 

2 02-975-6999 &/ 211-212 &7 0&7 086-808-8167 (&.;;; )

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-12-04 20:52:58 IP : 124.121.77.214


ความคิดเห็นที่ 39 (3228439)
พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-12-11 18:03:13 IP : 124.121.138.44


ความคิดเห็นที่ 40 (3228566)
เมื่อวันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม 2553
เวลา 16.00 17.30 น.
 
 
มหาวิทยาลัยปทุมธานี
 
ได้จัดงานวันคริสมัตเดย์
MERRY CHRISTMAS
หน้าอาคาร 1
มีการแสดงของ น้อง ๆ คณะภาควิชา ภาษาอังกฤษ...
 
เกี่ยวกับวันคริสมัต
น้องนักศึกษาแสดงและตีบท แตกกระจุย...ขอชมเชยแสดงได้ราวกับมืออาชีพ
ต้องซ้อมบทกันนานพอสมควรทีเดียว
ผลงานที่ออกมาสู่สายตา คณาจารย์ และนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมครั้งแรกของภาควิชาภาษาอังกฤษ
 
.......คณะรัฐศาสตร์........
และคณาจารย์ในคณะ และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
รุ่นพี่..รุ่นน้อง
ขอปรบมือดัง ๆ ให้ผู้แสดงทุก ๆ ท่านในวันนั้น
แบบ มิตรสัมพันธ์ ฉันท์พี่ – น้อง
 
เวที การแสดง แนะนำตัว แบบพี่ๆน้อง
ท่ามกลางบรรยากาศ ชิว ๆ
พร้อมชม การร้องเพลงภาษาอังกฤษ
พร้อมเสียงฮา ใหญ่ ๆ บนเวที...
ของงาน.....ณ  ม.ปทุมธานี
 
  
...................................................................................................
 
- - - - - - - - - - - - - - - - - -  
พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ
นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ปี 2 รุ่น 8 รหัส 52013351 มหาวิทยาลัยปทุมธานี
นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)
โทร. 02-990-0331
http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ
สมาคมคนพิการ
1212532124
*********************
ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-12-12 21:24:52 IP : 124.121.138.9


ความคิดเห็นที่ 41 (3234656)

มหาวิทยาลัยปทุมธานี

 

 

บริการด้วยไมตรี

 

เทคโนโลยีก้าวไกล

 

ใส่ใจคุณภาพงาน

 

 

 

มหาวิทยาลัย

กำหนดสอบที่เหลือ 29-30 ม.ค.54 

รัฐศาสตร์รักกัน.....รัฐศาสตร์รักกัน.

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ปี 2  รุ่น 8  มหาวิทยาลัยปทุมธานี

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ

สมาคมคนพิการ

2301541444

*********************

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2011-01-23 14:44:37 IP : 124.121.135.149


ความคิดเห็นที่ 42 (3235996)

มหาวิทยาลัย

เรียนเสาร์-อาทิตย์ 5-6 ปรกตินะครับ เพื่อน ๆ

มอ.ปทุม  

รัฐศาสตร์รักกัน.....รัฐศาสตร์รักกัน.

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ปี 2  รุ่น 8  มหาวิทยาลัยปทุมธานี

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ

สมาคมคนพิการ

402541520

*********************

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2011-02-04 15:19:51 IP : 124.122.26.104


ความคิดเห็นที่ 43 (3236304)

ประกาศ คณะรัฐศาสตร์

มหาวิทยาลัยปทุมธานี

เรื่อง

 

การบ้านเรื่อง พรรคการเมือง วิชา อ.สมชาย ศรีสุนทรโวหาร  วันนี้มีการบ้าน นะครับ......

เรื่องการตั้งพรรคการเมือง เป็น 2 กลุ่มที่ .... ที่คุยคุยกัน ..... จะมีการพรีเซ็นต์กลุ่ม..

กรุณาให้ความร่วมมืออย่างเร่งด่วน.

 

 

รายละเอียดต่าง ๆ ประสานกับ นัส ชาย / นัสหญิง แจ้งให้ทราบไป เป็นระยะ ๆ .... ครับ.

 

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ปี 2  รุ่น 8  รหัส 52013351 มหาวิทยาลัยปทุมธานี

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ

สมาคมคนพิการ

602541848

*********************

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2011-02-06 18:48:16 IP : 124.122.2.220


ความคิดเห็นที่ 44 (3236524)

*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-

มหาวิทยาลัยปทุมธานี

จัดงานวันครบรอบ 12 ปี วันสถาปนามหาวิทยาลัยปทุมธานี

 

12 ปี แห่งความภาคภูมิใจ....

 

 

บริการด้วยไมตรี

 

เทคโนโลยีก้าวไกล

 

ใส่ใจคุณภาพงาน

 

 

.ในวันเสาร์ที่  19 กุมภาพันธ์  2554.

เวลา 08.00 17.00 น.

ณ บริเวณสนามหน้า...  มหาวิทยาลัยปทุมธานี

ภายในงานมีทั้งภาควิชาการ ภาคบันเทิง ภาครัฐ ภาคเอกชน มาร่วมกิจกรรมที่สำคัญ ๆ เกิดประโยชน์กับประชาที่มาร่วมงาน ของมหาวิทยาลัยในวันนั้น

จึงขอเรียนเชิญ ประชาชนทุก ๆ ท่าน มาร่วมงานของ

มหาวิทยาลัยในวันที่ 19 ก.พ.54

 ท่านจะพบกับความสนุกสนาน ความบันเทิงต่าง ภายในบริเวณงาน

 ตั้งแต่เช้ายันเย็น...โปรดอย่าลืมไปร่วมงานกันนะครับ....

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ปี 2  รุ่น 8  มหาวิทยาลัยปทุมธานี

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ

สมาคมคนพิการ

802541658

*********************

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2011-02-08 16:57:52 IP : 124.122.27.248


ความคิดเห็นที่ 45 (3236724)

*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-

มหาวิทยาลัยปทุมธานี

จัดงานวันครบรอบ 12 ปี วันสถาปนามหาวิทยาลัยปทุมธานี

 

12 ปี แห่งความภาคภูมิใจ....

 

*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ปี 2  รุ่น 8  มหาวิทยาลัยปทุมธานี

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ

สมาคมคนพิการ

1002541238

*********************

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2011-02-10 12:37:23 IP : 124.121.142.216


ความคิดเห็นที่ 46 (3237631)

วันพรุ่งนี้.....

19 ก.พ.2554

*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-

มหาวิทยาลัยปทุมธานี

จัดงานวันครบรอบ 12 ปี วันสถาปนามหาวิทยาลัยปทุมธานี

 

12 ปี แห่งความภาคภูมิใจ....

 

 

บริการด้วยไมตรี

 

เทคโนโลยีก้าวไกล

 

ใส่ใจคุณภาพงาน

 

 

.ในวันเสาร์ที่  19 กุมภาพันธ์  2554.

เวลา 08.00 17.00 น.

ณ บริเวณสนามหน้า...  มหาวิทยาลัยปทุมธานี

ภายในงานมีทั้งภาควิชาการ ภาคบันเทิง ภาครัฐ ภาคเอกชน มาร่วมกิจกรรมที่สำคัญ ๆ เกิดประโยชน์กับประชาที่มาร่วมงาน ของมหาวิทยาลัยในวันนั้น

จึงขอเรียนเชิญ ประชาชนทุก ๆ ท่าน มาร่วมงานของ

มหาวิทยาลัยในวันที่ 19 ก.พ.54

 ท่านจะพบกับความสนุกสนาน ความบันเทิงต่างๆ ภายในบริเวณงาน

 ตั้งแต่เช้ายันเย็น...โปรดอย่าลืมไปร่วมงานกันนะครับ....

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ปี 2  รุ่น 8  มหาวิทยาลัยปทุมธานี

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ

สมาคมคนพิการ

1802542150

*********************

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2011-02-18 21:50:13 IP : 124.122.24.224


ความคิดเห็นที่ 47 (3239166)

มหาวิทยาลัย

เรียนเสาร์-อาทิตย์ 5-6 มี.ค.54 เรียนปรกตินะครับ

เพื่อน ๆ มอ.ปทุม  

รัฐศาสตร์รักกัน.....รัฐศาสตร์รักกัน.

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ปี 2  รุ่น 8  มหาวิทยาลัยปทุมธานี

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ

สมาคมคนพิการ

503542117

*********************

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2011-03-05 21:16:58 IP : 110.169.157.39


ความคิดเห็นที่ 48 (3239343)

                ดร.อาร์ม        การบ้านครั้งที่  3          

อธิบายถึงกระบวนการของ  KPI  ว่ามีอะไรบ้าง?

Key Performance Index (KPI) คือ อะไร?

1. Key หมายถึง สำคัญที่สุดในกลุ่ม

2. Performance หมายถึง ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ดีแค่ไหน บรรลุ สำเร็จแค่ไหน

3. Indicator หมายถึง ตัววัดหรือคุณค่าที่ให้แก่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง

                ดังนั้น  KPI หมายถึง เครื่องมือที่ใช้วัด และประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ที่สำคัญขององค์กร ซึ่งสามารถแสดงผลเป็นข้อมูลในรูปของตัวเลขเพื่อสะท้อนประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานขององค์กรหรือหน่วยงานต่าง ๆ ภายในองค์กรอาจแปลง่าย ๆ ว่า ตัววัดความสำเร็จที่สำคัญ

        การบริหาร (Management) องค์กรนั้น ต้องประกอบไปด้วย

ขั้นที่ 1 การวางแผน (Planning)

1)                 การกำหนดนโยบายคุณภาพ

(1)            ความตองการของลูกค้า

1.1                       ความต้องการของลูกค้า

1.2                       ความต้องการของลูกค้ามิได้ระบุโดยตรง

1.3                       ความต้องการของลูกค้าที่ระบุไว้ในกฏหมาย

1.4                       ความต้องการของลูกค้าที่องค์กรกำหนดขึ้นเอง

(2)            จุดมุ่งหมายขององค์กร

(3)            ความพึงพอใจของลูกค้า

2)     การกำหนดกระบวนการทางธุรกิจ

ขั้นที่  2  การปฏิบัติ  (Do)

1.    การวางแผนการผลิต      กำหนดชนิด,ประเภท,จำนวน,มาตรฐาน,และการบริการ

2.    การดำเนินการผลิต        การควบคุม

3.    การส่งมอบ

ขั้นที่  3  การตรวจสอบ       (Cheek)

ขั้นที่  4  การแก้ไขปรับปรุง  (Action)

 

รัฐศาสตร์รักกัน.....รัฐศาสตร์รักกัน.

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ปี 2  รุ่น 8  มหาวิทยาลัยปทุมธานี

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ

สมาคมคนพิการ

703542204

*********************

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2011-03-07 22:04:01 IP : 115.87.7.127


ความคิดเห็นที่ 49 (3240484)

             จิตวิทยาทางการเมือง        

ทฤษฎีระบบ         หัวใจของนักทฤษฎีระบบอยู่ที่การมองสังคมว่าเป็นระบบ ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันระหว่างระบบใหญ่กับระบบย่อยคล้ายสิ่งมีชีวิต เช่น ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์กัน ในฐานะที่เป็นระบบสังคมจึงมีความจำเป็นที่จะต้องการบางอย่าง ได้รับการตอบสนอง เพื่อความอยู่รอดของระบบ คือ อยู่ในภาวะดุลยภาพดังน้นระบบของสังคมจึงต้องคล้ายกับสิ่งมีชีวิต คือ สามารถปรับตัวได้เพื่อการอยู่รอด หากความต้องการไม่ได้รับการตอบสนองก็จะทำให้สังคมเกิดภาวะไร้ดุลยภาพ

เดวิด อิสตัน มองระบบในฐานะสิ่งมีชีวิต เป็นคนแรกที่ทำเอาทฤษฎีระบบมาใช้ ความหวังของเดวิด อิสตัน อยู่ที่การสร้างทฤษฎีทางการเมืองที่เป็นมาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับ โดยมองว่า

  ปัจจัยนำเข้า     ข้อเรียกร้อง    ระบบการเมือง      นโยบาย        ปัจจัยนำออก

                                        ข้อมูลโครงสร้าง                        การตัดสินใจ
                                         หน้าที่สภาพแวดล้อม

 

 

                                     

                                                  ข้อมูลย้อนกลับ

ปัจจัยนำเข้า (Inputs)       คือสิ่งที่ใส่เข้าไปในระบบการเมือง ได้แก่ ข้อเรียกร้อง พลังสนับสนุน ปัญหาต่างๆ (พลังสนับสนุน       ปัจจัยเกื้อกูล การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน การเข้าใจสื่อ)

กระบวนการตักสินใจ       รัฐบาล (บริหารการจัดการ)

ปัจจัยนำออก (Output)       การตัดสินใจ นโยบาย การดำเนินการต่างๆของรัฐบาล

สภาพแวดล้อม          สภาพความของสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อระบบการเมือง

ข้อมูลย้อนกลับ         ผลสะท้อนเนื่องมาจากการทำงานของระบบทางการเมืองอันจะนำไปสู่การสนับสนุนหรือการตั้งข้อเรียกร้องใหม่ต่อระบบการเมือง ถ้าระบบการเมืองสามารถตอบสนองข้อเรียกร้องต่างๆได้ก็จะได้รับการสนับสนุนจากสมาชิก ระบบก็จะอยู่รอด หากเป็นในทางตรงกันข้ามระบบก็จะเสื่อมสลายไป

เกเบรียน อัลมอนด์            มองระบบในแง่ของโครงสร้าง-หน้าที่ การทำงานของระบบการเมือง ”สิ่งที่เข้าไปในระบบกับสิ่งที่เอาอออกมา” ถือว่าหน้าที่เป็นตัวกำหนดโครงสร้างในระบบการเมืองหนึ่ง

-หน้าที่ทางการเมืองหรือส่วนที่นำเข้าไป (Input) การให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อให้เกิดการตื่นตัวและมีส่วนร่วมทางการเมือง สามารถแสดงออกทางการเมือง เพื่อรักษาผลประโยชน์ร่วมกัน ในรูปกลุ่มผลประโยชน์และพรรคการดมืองการสือสารเพื่อแสดงแนวคิดเกี่ยวกับการเมืองประชาชน

-หน้าที่ของรัฐบาลหรือส่วนที่ออกมา คือ การกำหนดกฏเกณฑ์ข้อบังคับต่างๆ การพิจรณาตัดสินให้เป็นไปตามเกณฑ์

-หน้าที่ความสามารถระบบการเมือง คือ การปกป้องรักษาและการปรับตัวของระบบการเมือง กระบวนการเปลียนแปลงสิ่งที่นำเข้าไปให้เป็นผลออกมา ความสามารถอื่นๆในการแจกจ่ายและตอบสนองข้อเรียกร้องของประชาชน

ปัญหาที่เกิด....................

 

การโฆษณาชวนเชื่อ

การโฆษณาชานเชื่อ         การปรับเปลี่ยนทัศนคติ หรือความเชื่อเดิมที่มีอยู่ อยู่ที่สถานการหรือวิทีการ การแสวงหาความชอบธรรม

การโฆษณาชานเชื่อมีจุดมุ่งหมายไว้ก่อนล่วงหน้าว่าควรให้บุคลที่เป็นเป้าหมายอย่างไร

การโฆษณาชวนเชื่อก็มีความพยายามที่จะสร้าง ลบล้างหรือเปลี่ยนความเชื่อและค่านิยมของกลุ่มคน โดยใช้คำพูด สือตีพิมพ์ ภาพยนต์ หรือสัญลักษณ์อย่างอื่น

วัตถุประส่งค์         เพื่อเป็นการต่อรอง เช่น นักการเมืองที่กำลังหาเสียเลือกตั้งเป็นตัวอย่างที่ดีของการโฆษนาชวนเชื่อเพราะเข้าจะใช้ความพยายามเพื่อทำให้ประชาชนเชื่อว่าเข้าจะเป็นผู้ที่ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติหรือประชาชนมากกว่าผู้สมัครอื่นๆ

ในทางการเมืองการโฆษนาชวนเชื่อ คือ การใช้ความพยายามให้ประชาชนหันมานิยมตนเป็นการกระทำที่หวังว่าตนจะได้รับ เลือกตั้งขึ้นในคราวต่อไป

สาระสำคัญ         ยึดเหนี่ยวกลุ่มคนให้ไปในทางเดียวกัน ใช้ชีวิตแบบมีแบบแผนใต้รัฐธรรมนูญเดียวกันในชีวิตประจำวัน เช่น ในสภาวะสงครามหรือมีความไม่สงบเกิดขึ้น การโฆษนาชวนเชื่อก็มีเป้าหมายที่จะให้ประชาชนเลื่อมใส่ ร่วมือในการปฎิบัติงานต่างๆของรัฐบาล อาจมีการกล่าวอ้างถึงหลักศิลธรรม ความยุทติธรรม ความชอบธรรม หรือเรื่องอื่นทำนองเดียวกัน หกประเทศที่เป็นศัตรูกัน การทำการโฆษราชวนเชื่อกับฝ่ายศัตรูก็คือ พยายามทำให้พลเมืองประเทศที่เป็นศัตรู เกิดความท้อแท้สิ้นหวัง จนกระทั้งเรียกร้องให้มีการยอมแพ้ในที่สุด

ในปัจจุบันหากจะกล่าวการโฆษนาชวนเชื่อ ส่วนใหญ่มักจะพูดและสนใจเฉพระการกระทำของรัฐบาลต่อประชาชนเป็นสำคัญ

ปัจจัยที่สนับสนุน

- การสร้างอิทธิพลเหนือทัศนคติ ความคิดเห็นและการกระทำของมวลชน

- การที่มวลชนผู้รับข่าวสารของการโฆษนาชวนเชื่อกับแหล่งข่าวที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกันมากน้อยหรือไม่

- การใช้อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่เหมาะสมกับการแพร่ข่าวสาร เช่น วิทยุโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ รูปภาพ

- การเลือกสรรข่าวสารและเสนอแก่ผู้รับ จุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดอิทธิพลเหนือทัศนคติของบุคคลที่เป็นเป้าหมาย โดยหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือกระตุ้นให้เกิดการกระทำ

- ข่าวสารจากการโฆษนาชวนเชื่อ อาจมีลักษณะอำพราง บิดเบือน ทำให้ผู้รับเกิดการเข้าใจผิด

สถานการณ์ที่เอื้ออำนวยให้การโฆษนาชานเชื่อประสบความสำเร็จ

-การผูกขาด การที่ผู้แข่งไม่มี ไม่มีใครมาโฆษนาโต้แย้งหรือทำให้ผู้ที่ตกเป็นเป้าหมายเกิดความไขว้เขว ฉะนั้นรัฐบาลเผด็จการเบล็ดเสร็จได้เปรียบมาก จะเห็นได้ในประเทศคอมมิวนิสต์ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน

-การโฆษนาชวนเชื่อบนรากฐานความเชื่อและค่านิยมดั่งเดิม จะง่ายกว่าการโฆษนาชวนเชื่อที่เป็นของใหม่

-การใช้วิธีติดต่อดดยตรงเข้าช่วย นอกจากจะใช้สือสิ่งพิมพ์ วิทยุ ภาพยนต์ ฯลฯ และการใช้เจ้าหน้าที่ไปพูดคุยให้ผู้เป็นเป้าหมายโดยตรงก็จะเป็นเป้าหมายมากขึ้น

+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-

รัฐศาสตร์รักกัน.....รัฐศาสตร์รักกัน.

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พันตรีศิริชัย   ทรัพย์ศิริ

นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ปี 2  รุ่น 8  มหาวิทยาลัยปทุมธานี

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล (ส.พ.ค.)

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ

สมาคมคนพิการ

1903542037

*********************

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ (apdmajor1-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2011-03-19 20:37:39 IP : 110.169.168.186

ความคิดเห็นที่ 50 (3240604)

 การจัดการภาครัฐและเอกชน    

 

1.การสอนงาน

       การสอนงาน (Coaching) คือ การทำงานโดยมีพนักงานที่ชำนาญหรือผู้บังคับบัญชาเป็น พี่เลี้ยงสอนงานให้อย่างมีขั้นตอน แล้วให้พนักงานลงมือทำ มีการติดตามและประเมินผล เพื่อให้พนักงานมีการนำไปใช้ คิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาได้

 วัตถุประสงค์

  • เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจความหมายของการสอนงาน และบทบาทของผู้สอนงาน ในการบริหารจัดการ
  • เข้าใจหลักการพื้นฐานของการสอนงาน และ Core Values ของผู้สอนงาน
  • เรียนรู้ทักษะที่จำเป็นและเทคนิคในการสอนงาน รวมถึงการนำไปประยุกต์ใช้โดยฝึกปฏิบัติใน workshop
  • ประเมินคุณลักษณะบุคคลโดยใช้แบบทดสอบ (DISC Model) เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจทางด้านบุคลิกภาพบุคคล นำไปสู่การปรับรูปแบบการสอนงานและพฤติกรรมให้เหมาะกับบุคลากรผู้ได้รับการสอนงานนั้นๆ
  • เรียนรู้ขั้นตอนของการ coach โดยใช้ GAPS ในการวางแผนการ coach และตั้งเป้าหมายการพัฒนา ร่วมกัน
  • สามารถจัดทำ Action Plan ให้สอดคล้องกับเป้าหมายของบุคลากร (Employee Performance Goal) และเป้าหมายขององค์กร (Organization Performance Goal)

วิธีการสอนงาน  มี 2 วิธีขั้นพื้นฐาน คือ

1.     วิธีการสอนงานโดยตรง (สอนเอง)

         -ใข้สำหรับพัฒนาทักษะ ความชำนาญหรือเทคโนโลยี

-ใช้สำหรับการให้คำตอบ อาทิ การอธิบาย กลยุทธเชิงธุรกิจ

-ใช้สำหรับการสอนงาน

    2.  วิธีการสอนงานแบบให้การสนับสนุน (ให้คำปรึกษา)

        -ใช้สำหรับการสนับสนุนการแก้ปัญหาได้ด้วยกันเอง

        -ใช้สำหรับการสร้างความมั่นใจให้กับสมาชิกในทีม

        -ใช้สำหรับการสนับสนุน ให้เรียนรู้ด้วยตนเอง แม้ว่าจะหมายถึงความเสี่ยงที่  เกิดขึ้นจากความผิดพลาด

ความสำคัญของการสอนงาน

1. ไม่เกิดการลองผิดลองถูก การสอนงานเป็นไปอย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ ลดความผิดพลาดเสียหายและเวลาการทำงาน

2. การเรียนรู้เป็นไปอย่างถูกต้องสมบูรณ์ เกิดการถ่ายทอดงานและเทคนิคการปฏิบัติงาน จากหัวหน้าไปสู่ผู้ร่วมทีมงานช่วยให้เกิดความรู้ในการทำงานที่ถูกต้อง เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

3.  การปฏิบัติงานสะดวก รวดเร็วและปลอดภัย สามารถปรับปรุงงานให้ดีขึ้น

4. ไม่เสียเวลาแก้ไขงานที่ผิดพลาดและบกพร่อง

5. ผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชาไว้วางใจกันและเป็นโอกาสที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

6.  ทำให้องค์ความรู้ไม่ติดกับตัวบุคคลเมื่อมีการเข้าออกจากงานก็มีผู้สืบต่องานได้

วิธีการสอนงานแบบ 4 Ps

1.PREPARE   เตรียมการสอน

- ให้ความรู้สึกเป็นกันเอง ผู้ที่จะเรียนรู้งานนั้นมีคามใหม่ มีความกังวล หากได้รับการต้อนรับและให้       ความเป็นกันเองได้ จะลดการเกิดการตื่นเต้นได้

- แจ้งขอบเขตงาน ที่จำทำการสอบงาน และไต่ถามว่าได้รู้งานมาแล้วเพียงใด เพื่อลดการสอนงานที่ไม่จำเป็น หรือเพื่อให้แน่ใจว่ามีความรู้ในงานนั้นจริงๆ เพื่อสามารถวางแผนการสอนได้ถูกต้องว่าต้องเน้นย้ำตรงส่้วนไหน

- ทำให้เกิคความสนใจในการเรียนรู้ในสิ่งที่กำลังสอน เพราะเราไม่สามารถสอนในสิ่งที่คนไม่ต้องการเรียนรู้ได้

-ให้ผู้เรียนอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ไม่ว่าการนั่งหรือยืน ด้านหน้า ด้านหลังผู้สอน ซึ่งรวมทั้งสถานที่ที่จะสอนงาน

2.PRESENT  สาธิต แสดงวิธีการ

- การบอก การทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง การอธิบายเหตุผล เป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จในการสอนงาน

- ในการสอนต้องมีการเน้นย้ำในจุดที่สำคัญ(key point)อยู่เสมอ ซึ่ง จุดที่สำคัญ(key point)หมายถึงสิ่งที่หากทำไม่ถูกต้องจะทำให้งานนั้นเสียหาย หรือใช้เวลานานกว่า

-การสอนงานในแต่ละจุด ต้องทำให้ชัดเจนสมบูรณ์ โดยต้องทำการอธิบายช้าๆ ในประเด็นที่สำคัญ

-การแสดงให้เห็นนี้ ต้องมีการวางแผนเป็นอย่างดี เพราะว่าพนักงานมีความสามารถในการเรียนรู้จำกัด ต้องมีการพักและตอกย้ำเป็นระยะๆ

- อย่าสอนเกินกว่าความสามารถในการเรียนรู้ได้ในช่วงเวลานั้นๆ

3.PERFORM   ลองปฏิบัติ

 -ก่อนให้เขาทำการทดลองปฏิบัติ ทำการทบทวนจุดสำคัญ สรุปว่าต้องทำอะไรบ้างและอย่างไร

-ให้พนักงานทดลองทำ เมื่อผู้เรียนทำไม่ถูกต้องให้ทำการแก้ไขข้อข้อผิดพลาดโดยทันที การสอนที่ดีต้องปล่อยให้ผู้เรียนทำถูกและทำผิด

-ให้พนักงานอธิบายในแต่ละจุดสำคัญ(key point)

-ทำให้แน่ใจว่าพนักงานมีความเข้าใจในจุดที่สำคัญ(key point)

-ให้พนักงานฝึกอย่างต่้อเนื่องจนมั่นใจว่าพนักงานสามารถปฏิบัติได้

4.PUT TO WORK  ให้ทำงาน

-ทำการระบุพี่เลี้ยงหรือผู้ที่สามารถให้ความช่วยเหลือ

-ทำการตรวจสอบความเข้าใจบ่อยๆ และเปิดโอกาศให้พนักงานสอบถามในสิ่งที่ไม่เข้าใจ

-กำหนดการเรียนรู้งานต่อไป

 

เมื่อใดที่ต้องมีการสอนงาน

-เมื่อพนักงานมีการโยกย้าย / เปลี่ยนงาน / ได้รับการมอบหมายงานใหม่

-เมื่อผลงานด้านคุณภาพหรือปริมาณงานของพนักงานต่ำกว่าระดับมาตรฐาน

-เมื่อต้องการจะพัฒนาความสามารถในการทำงานของพนักงาน ให้เต็มศักยภาพ

 

 

 

2.เทคนิคการควบคุมงานมีอะไรบ้าง

      การควบคุมงานเป็นการตรวจสอบการปฏิบัติงานว่าเป็นไปตามแผนและเป้าหมายหรือข้อตกลงตามที่กำหนดไว้หรือไม่

      เป็นงานขั้นตอนหนึ่งของการบริหาร ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้บริหารทุกคน โดยผู้บริหารแต่ละระดับชั้นจะมีขอบเขตของการควบคุมงานที่แตกต่างกันการควบคุมงาน คือการใช้ศิลปะการบริหารเพื่อตรวจดูว่าการดำเนินงานเป็นไปโดยถูกต้องตามวิธีการหรือไม่และการปฏิบัติงานมีผลเพียงใด การควบคุมงานเป็นเครื่องช่วยกำกับกิจกรรมทั้งหลายให้ดำเนินไปโดยไม่ติดขัดและผิดพลาดโดยการควบคุมงานขึ้นอยู่กับความเป็นผู้นำของหัวหน้าหน่วยงาน ประสบการณ์และความสามารถของผู้ร่วมงาน รวมทั้งนิสัยและวินัยในการทำงานของผู้ปฏิบัติงานและหัวหน้างาน

การคาดคะเนความต้องการกำลังคนและการใช้เทคนิคและวิธีการต่าง ๆ

-การใช้วิจารณญาณผู้บริหาร

-การใช้อัตราส่วน

     1.อัตราส่วนประสิทธิภาพ       จำนวนผลงานที่ได้รับจากพนักงานโดยเฉลี่ย

     2.การใช้อัตราส่วนระหว่างกำลังคนในงานที่เกี่ยวข้อง

     3.การใช้เทคนิคการวัดงาน     การกำหนดระยะเวลาที่ต้องการทำงานชั้นใดชั้นหนึ่งให้บรรลุเป้าหมาย

 

วัตถุประสงค์ของ PERT เป็นแผนงานที่สามารถแสดงภาพรวมของโครงการด้วยข่ายงาน (Network) โดยแสดงกิจกรรมต่างๆในโครงการ ลำดับการทำงาน และความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมต่างๆ ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ

1.     วางแผนโครงการ โดยจะทำการคำนวณระยะเวลาการทำงาน และแสดงถึงกิจกรรมแต่ละกิจกรรมว่าควรเริ่มเมื่อใด แล้วเสร็จเมื่อใด และสามารถกำหนดได้ว่ากิจกรรมใดเป็นกิจกรรมสำคัญ ทำงานล่าช้าไม่ได้ หรือล่าช้าได้ไม่เกินเท่าใด

2.     ควบคุมโครงการ สามารถควบคุมการทำงานตามแผนที่ได้วางไว้ และควบคุมการทำงานไม่ให้ล่าช้ากว่ากำหนด

3.     บริหารทรัพยากร กล่าวคือ สามารถใช้ทรัพยากรต่างๆ เช่น เงินลงทุน บุคลกร เครื่องมือ อุปกรณ์ และอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประโยชน์เต็มที่

4.     บริหารโครงการ งานที่ดำเนินการอยู่อาจจำเป็นต้องเร่งการดำเนินการเพื่อแล้วเสร็จกว่ากำหนด ก็สามารถทำได้ด้วยการเร่งทำกิจกรรมใดบ้าง เพื่อให้งานเสร็จในระยะเวลาที่เร็วขึ้น

 

วิธีการของ PERT

P.  Program           โครงการ

E.  Evalvate           การประเมิน

R.  Reivew             การทบทวน

T.  Teehnic            วิธีการ

 

1.เหตุการณ์ (Events)          แสดงการเริ่มต้นและสิ้นสุด

2.กิจกรรม  (Aeitivity)          งานที่ต้องบรรลุ

 

 

 

 

การเขียนโครงการการปฏิบัติตามเทคนิคของ PERT

ใช้สัญลักษณ์รูปวงกลม     หรือ             แทนเหตุการณ์

ใช้สัญลักษณ์รูปลูกศร                         แทนกิจกรรม

ใช้สัญลักษณ์รูป                                แทนระยะเวลามากหรือน้อย

                                                                                                  

                                                                                                                                       

                                                                               

Gantt Chart

 

3.การบริหารการเปลี่ยนแปลง  หมายถึง  การเปลี่ยนแปลงองค์กรทั้งหมดหรือบางส่วนขององค์การ การเปลี่ยนแปลงองค์การนี้รวมถึงการออกแบบโครงสร้างองค์การใหม่ การติดตั้งระบบสารสนเทศใหม่ และการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม

         เป็นเทคนิคการจัดการ เป็นส่วนหนึ่งของความสามารถหลักของผู้บริหาร ในยุคปัจจุบันที่เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเ