ReadyPlanet.com


14 เมษายน วันครอบครัว


14 เมษายน "วันครอบครัว"

วันนี้เป็นครอบครัว...ท่านทำอะไรเพื่อครอบครัวหรือยัง......

* * * * * * * * * * * * * * * * *

พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ สมาคมคนพิการ



ผู้ตั้งกระทู้ พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ :: วันที่ลงประกาศ 2008-04-14 08:36:44 IP : 124.121.138.134


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (2130256)

 

โพลชี้   53% ไม่รู้วันไหน " วันครอบครัว "

ศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ แถลงผลวิจัยเรื่อง "วันครอบครัวของคนไทย ปี พ.ศ.2551" จากการสอบถามประชาชน 18 จังหวัดของประเทศ จำนวน 3,088 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม-12 เมษายนที่ผ่านมา พบว่า ประชาชนเกินกว่าครึ่งหรือร้อยละ 53.2 ไม่ทราบว่าวันครอบครัวตรงกับวันที่เท่าไหร่ ขณะที่ร้อยละ 46.8 ทราบและตอบได้ถูกต้องว่าตรงกับวันที่ 14 เมษายนของทุกปี ตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 77.1 ไม่ทราบหลักธรรมคำสอนที่ใช้สำหรับการครองเรือน

ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 65 เห็นว่า การมีหลักธรรม คุณธรรม เป็นปัจจัยรากฐานที่นำสู่การสร้างครอบครัวที่ดีที่อบอุ่นและรับผิดชอบต่อสังคม ในขณะที่รองลงไปคือร้อยละ 62.3 ระบุความมั่นคงในหน้าที่การงาน ร้อยละ 56.4 ระบุความพร้อมทางการเงิน ร้อยละ 54.3 ระบุสภาพแวดล้อมในสังคม ร้อยละ 51.9 ระบุสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์ ร้อยละ 39.0 ระบุพื้นฐานการศึกษาที่ดี ร้อยละ 27.5 ระบุความพร้อมทางวัยวุฒิ และร้อยละ 10.6 ระบุชาติกำเนิด/วงศ์ตระกูล เป็นปัจจัยรากฐานสร้างครอบครัวที่ดี

 

* * * * * * * * * * * * * * * * *

พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ สมาคมคนพิการ

1404511131

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ วันที่ตอบ 2008-04-14 11:19:57 IP : 124.121.138.134


ความคิดเห็นที่ 2 (2130272)

 

ครอบครัวไม่เข้มแข็ง


วันที่ 14 เมษายนของทุกปีถือเป็นวันครอบครัว

ซึ่งเป็นมติในการประชุมคณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2532 ตรงกับเทศกาลวันสงกรานต์ เพราะโดยส่วนใหญ่ในวันนี้เป็นวันที่สมาชิกในครอบครัวมีโอกาสพบปะกัน ได้อยู่ร่วมกัน และมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน การที่ทางราชการกำหนดวันครอบครัวขึ้นมานั้น เนื่องจากคณะกรรมาธิการกิจการสตรีและเยาวชน สภาผู้แทนราษฎร สรุปผลจากการศึกษาเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนว่า ปัญหาครอบครัวเป็นปัญหาหนึ่งที่สำคัญ ที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ตามมาเป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด และปัญหาอื่นๆ มิอาจปฏิเสธได้ว่า ปัญหาเหล่านี้ส่วนหนึ่งเกิดมาจากครอบครัวที่ไม่มีความอบอุ่น ขัดแย้ง ทะเลาะวิวาท ไม่เข้าใจระหว่างคนในครอบครัว

ทั้งสังคมเมืองและสังคมชนบทมีลักษณะหนึ่งที่เหมือนกันคือ การเปลี่ยนจากครอบครัวที่เคยอยู่ร่วมกันพร้อมหน้าหลายๆ คน มีปู่มีย่าหรือมีตากับยายเป็นเพื่อนที่คอยให้คำแนะนำและลูกหลานดูแลผู้ใหญ่ ไปเป็นการแยกครอบครัวไปอยู่ตามลำพัง เป็นครอบครัวใหม่ที่อยู่กันเฉพาะสามีภรรยาและบุตร สมาชิกในครอบครัวต้องออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อไปทำมาหากิน หาเงินหาทองมาใช้จ่าย ในต่างจังหวัด หนุ่มสาวต่างเดินทางเข้าเมืองเพื่อไปเรียนหนังสือ และหางานทำ ต้องทิ้งบิดามารดาและปู่ย่าตายายที่แก่เฒ่าไว้ ด้วยหน้าที่การงานรัดตัวและการอยู่ห่างไกลทำให้ลูกหลานไม่ได้กลับไปเยี่ยมเยียน อ้างว่าไม่มีเวลา จะกลับมาเจอหน้าเจอตาและอยู่ด้วยกันอย่างน้อยก็ช่วงเทศกาลสงกรานต์และช่วงเทศกาลวันขึ้นปีใหม่

ทั้งๆ ที่รู้ว่า ครอบครัวเป็นหน่วยย่อยของสังคมที่เล็กที่สุด แต่มีความสำคัญที่สุด แต่สิ่งที่ปรากฏก็คือ สถาบันครอบครัวกำลังลดความอบอุ่นและความเข้มแข็งลงไปทุกวัน พ่อแม่ไปทาง ลูกไปทาง การอบรมสั่งสอนระหว่างพ่อแม่กับลูกกระทำกันทางโทรศัพท์มือถือ เพราะลูกยังไม่กลับบ้าน หรือกลับบ้านแล้วแต่ยังนอนไม่ตื่น ในขณะที่พ่อแม่ต้องออกจากบ้านไปทำงานแต่เช้า เรียกได้ว่าทำงานตัวเป็นเกลียว หัวเป็นน็อต กว่าพ่อแม่จะกลับบ้านก็เย็นค่ำ ความห่างเหินกันส่งผลให้การคบเพื่อน การเที่ยวเตร่เฮฮา การใช้จ่าย การแต่งกาย การดื่มเครื่องดื่มมึนเมา การมีคนรัก ฯลฯ ของลูกเบี่ยงเบนไปจากสิ่งที่ควรจะเป็น คำแนะนำของพ่อแม่กลายเป็นสิ่งน่าเบื่อน่ารำคาญของลูก คนเป็นครูบาอาจารย์ก็ไม่อาจเข้ามาทดแทนเพิ่มเติมเต็มอุปนิสัยใจคอและความประพฤติของศิษย์ที่พร่องไปได้ ปัญหาสังคมทั้งหลายที่เกิดกับเด็กและเยาวชน เช่น การฆ่าตัวตาย การแข่งมอเตอร์ไซค์ การยกพวกตีกัน การมั่วสุมทางเพศ ฯลฯ ที่นับวันจะเพิ่มสถิติมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า ครอบครัวกำลังแตกสลายลงไปทุกขณะ

แทนที่จะโทษสภาพสังคมเพียงด้านเดียวว่าเป็นเพราะสังคมบริโภค ที่เอาวัตถุที่ต้องกิน ต้องใช้เป็นตัวนำ มาหลอกล่อเพื่อเอาเงินจากผู้บริโภคที่หลงในการโฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อสารมวลชนต่างๆ ไปสร้างผลกำไรทางธุรกิจให้กับผลิตภัณฑ์ สินค้าต่างๆ คนในสังคมที่ต่างก็มีครอบครัวด้วยกันทั้งสิ้น โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่เป็นพ่อแม่ ลุงป้าน้าอา ปู่ย่าตายาย จะต้องหันกลับมาสำรวจตรวจตราตัวเองว่า สมาชิกในครอบครัวที่เคยผูกร้อยไว้ด้วยความรัก ความห่วงใย จะดึงกลับมาได้อย่างไร แม้จะไม่ปกติดังแต่ก่อนด้วยเงื่อนไขและความจำเป็นหลายๆ อย่าง แต่ก็ควรจะดีขึ้น ซึ่งรัฐบาลในฐานะเป็นผู้บริหารประเทศ มีกระทรวง ทบวง กรม และข้าราชการเป็นกลไกในการปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายและระเบียบ กฎหมายจะต้องเป็นองค์กรนำในการสร้างสัมพันธภาพของครอบครัวให้มีความรักเป็นพื้นฐาน โดยสนับสนุน ส่งเสริมสถาบันครอบครัวให้มีความอบอุ่นและมีความเข้มแข็งพร้อมๆ ไปกับการประพฤติตัวให้เห็นเป็นแบบอย่างแก่คนในสังคม ดีกว่าเอาแต่ทะเลาะเบาะแว้ง ตอบโต้กันไม่รู้จักจบสิ้นในเรื่องการเมืองที่คนไทยรู้สึกเบื่อหน่ายรำคาญมานานมากพอแล้ว

เป็นไปไม่ได้ที่ครอบครัวถ้าไร้ซึ่งความอบอุ่นและความเข้มแข็งจะนำพาสังคมไทยไปสู่ความสงบเรียบร้อยและความสันติสุข การทำให้ครอบครัวอบอุ่นและเข้มแข็งจึงอยู่ที่ทุกคนและทุกฝ่ายจะได้ช่วยกันประพฤติปฏิบัติตนตามบทบาทหน้าที่ให้สมบูรณ์ ประการหนึ่ง ช่วยกันดัดแปลงสังคมไม่ให้ฟอนเฟะไปมากกว่านี้ อีกด้านหนึ่งก็ประคับประคองสมาชิกในครอบครัวให้อยู่ร่วมกันอย่างเข้าอกเข้าใจและรู้จักอภัยให้กัน ลดการขัดแย้งและเลิกใช้ความรุนแรงต่อกัน โดยไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น ขณะเดียวกันก็ไม่ตกเป็นเหยื่อของคนอื่นด้วย วันครอบครัวในปี 2551 จึงควรเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการสร้างหน่วยสังคมที่เล็กที่สุดนี้ให้อบอุ่นและเข้มแข็งเพื่อสังคมไทยจะได้มีแต่รอยยิ้มเสียที

* * * * * * * * * * * * * * * * *

พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ สมาคมคนพิการ

1404511135


 

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ วันที่ตอบ 2008-04-14 11:24:10 IP : 124.121.138.134


ความคิดเห็นที่ 3 (2130320)

 

ห่วงครอบครัวไหม

ช่วงสงกรานต์ปีใหม่นี้ ยังถือว่าเป็นวันครอบครัว ด้วยโอกาสวันหยุดที่นอกจากธรรมเนียมเดิมจะเป็นการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ รับศีลรับพรแล้ว ก็เป็นการเดินทางกลับบ้านของคนร่วมสมัยที่จากท้องไร่ท้องนาไปหางานทำในเมือง พยายามมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง

อย่างที่เป็นคำขวัญให้ได้ยินกันบ่อยๆว่า สังคมจะเติบโตมั่นคงได้ ครอบครัวซึ่งเป็นหน่วยเล็กและสำคัญที่สุดของบ้านเมือง ต้องเข้มแข็ง

แต่ปัจจุบัน ก็เป็นที่รู้และหวั่นเกรงอยู่กว้างขวางเช่นเดียวกันว่า ครอบครัวไทยยังเหนียวแน่นเข้มแข็งดีอยู่หรือ

ความรุนแรงที่เกิดระบาดขึ้นไม่หยุดหย่อน จากพฤติกรรมของวัยรุ่นหนุ่มสาว ซึ่งเป็นการทำร้ายผู้อื่น ทำร้ายกันและกัน ฆ่าตัวตาย ยืนยันความหวั่นเกรงนั้นด้วยรูปธรรม

บอกอย่างชัดเจนว่า นอกจากไม่ถูกฝึกฝนความอดทนด้วยสติยั้งคิด ไม่ว่าจะจากครอบครัวหรือจากสถานศึกษาแล้ว ก่อนวินาทีสุดท้ายที่ขาดสติ หนุ่มสาวเหล่านั้นแม้จะเติบโตด้วยวัยวุฒิขนาด ๒๐-๒๕ ปีแล้ว ก็ยังปราศจากสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ ปราศจากบุคคลที่สามารถยึดเหนี่ยวจิตใจ

ที่จะทำให้ระงับโทสะ โมหะ อยู่ในความควบคุมได้

แสดงว่า ช่วงเวลาสุดท้ายก่อนวิกฤตจิตใจ ไม่ว่าความโกรธ เกลียดชัง เคียดแค้น ผิดหวัง ฯลฯ จะทำให้ลุแก่โทสะ หรือยิ่งมีการรอคอยเตรียมการเพื่อก่อความรุนแรงนั้น ครอบครัวไม่ได้อยู่ในความคิดและจิตใจของเยาวชนหนุ่มสาวเหล่านั้นเลย

พ่อแม่พี่น้องไม่ได้อยู่ในความคิดและจิตใจของเยาวชนหนุ่มสาวเหล่านั้นเลย

ความรักของพ่อแม่พี่น้องไม่สามารถฉุดรั้งสติของเยาวชนหนุ่มสาวเหล่านั้นให้กลับคืนมาได้เลย

หรือที่จริง ครอบครัวของเยาวชนหนุ่มสาวเหล่านั้น ปราศจากความรัก ไร้ความผูกพันมาเนิ่นนานแต่เมื่อไหร่ไม่รู้แล้ว

น่าหวั่นกลัวจริงๆ

ก้มหน้าก้มตาหาเงินมากองกันท่วมหัวทุกคนในบ้าน ทุ่มเทซื้อเสื้อผ้าเครื่องประดับปรนเปรอทุกคนหรือตัวเองกันไม่ยั้ง มีเครื่องอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์ให้ความสำราญนานาชนิดครบทุกคนทุกห้อง ฯลฯ แต่เมื่อปราศจากความรักความผูกพันต่อกันและกันแล้ว

เงินและวัตถุเหล่านั้นก็ทำให้ครอบครัวเข้มแข็งขึ้นไม่ได้ ทำให้สังคมมั่นคงไม่ได้

เยาวชนหนุ่มสาวก็ยังว้าเหว่ปราศจากที่ยึดเหนี่ยวจิตใจอยู่ต่อไป พ่อแม่ก็ยังก้มหน้าก้มตาหาเงินแสวงความร่ำรวยลมๆ แล้งๆ ไปเรื่อยๆ บรรดาผู้บริหารสังคมที่ต้องมีสายตายาวไกลก็ยังมองไม่พ้นปลายจมูก ส่วนมากยังไม่เคยเรียนรู้อีกด้วยว่า ต้องระมัดระวังสำรวมพฤติกรรมให้ควรแก่สถานะ เพราะสำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล

สังคมไทยจึงค่อยๆ ล่มสลายลงด้วยเหตุนี้

* * * * * * * * * * * * * * * * *

พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ สมาคมคนพิการ

1404511145

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ วันที่ตอบ 2008-04-14 11:32:21 IP : 124.121.138.134


ความคิดเห็นที่ 4 (2130361)

 

ไม่ยาก... ทำวันครอบครัวให้มีสุข
ช่วงวันหยุดยาวในเทศกาลสงกรานต์ เป็นอีกช่วงที่หลายคนรอคอย เพราะถือว่าเป็นโอกาส "ครั้งเดียว" ที่จะได้มีเวลา "ว่าง" อยู่กับครอบครัวและคนที่รัก เพื่อร่วมทำกิจกรรมแห่งความสุขร่วมกัน

เมื่อ "โอกาสทอง" มาเยือนแล้ว ไม่ควรปล่อยให้หลุดไปอย่างไร้ค่า

ท่านผู้หญิงสุมาลี จาติกวนิช ที่ปรึกษาสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ บอกว่า เทศกาลสงกรานต์ เป็นประเพณีนิยมของคนไทย โดยเฉพาะคนต่างจังหวัดที่จะได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ซึ่งสำหรับญาติผู้ใหญ่อยากให้ลูกหลานอยู่ใกล้ตัวมากที่สุด เมื่อลูกหลานกลับมาอยู่ครบ ทำให้ชื่นอกชื่นใจ

"หากิจกรรมที่จะทำร่วมกัน เช่นไปวัด ทำบุญ ไปกราบหลวงพ่อ ที่วัดที่เคยไปด้วยกัน จากนั้นก็อาจจะไปเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ด้วยกันทั้งครอบครัว พ่อแม่ได้ร่วมรำลึกความหลังและเล่าเรื่องราวให้ลูกหลานที่โตในเมืองได้ ช่วงเวลาแห่งความสุขนี้ไม่ควรนำเรื่องอบายมุขทั้งหลายมาเกี่ยวข้อง เพราะจะไม่เป็นสิริมงคลแก่ตัวเองและคนรอบข้าง"

ส่วนใครที่ไม่สามารถกลับมาอยู่ร่วมกับครอบครัวได้จริงๆ ท่านผู้หญิงสุมาลีแนะนำด้วยว่า อาจเขียนการ์ดอวยพรหรือใช้โทรศัพท์สอบถามสารทุกข์สุกดิบ ส่งความรัก ส่งใจผ่านไป เท่านี้ก็สร้างความชื่นใจให้กับคนในครอบครัวแล้ว

ส่วนสุภาวดี หาญเมธี ประธานสถาบันรักลูก โครงการครอบครัวเข้มแข็งสนับสนุนว่า เทศกาลสงกรานต์ เป็นวันที่มีความหมายไม่ใช่เพียงแค่ความสนุกเท่านั้น แต่ยังเป็นเทศกาลที่สามารถถ่ายทอดคุณค่าทางครอบครัวและชุมชนได้อีกด้วย ดังนั้น แต่ละครอบครัวอาจเตรียมกิจกรรมที่สามารถให้ทุกคนในครอบครัวร่วมกันทำได้ เช่น การทำอาหาร เตรียมของไปวัด เตรียมสิ่งของที่จะนำไปไหว้ญาติผู้ใหญ่

ปิดท้ายที่วันชัย บุญประชา ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว แนะวิธีการสร้างความสุขในวันหยุดว่า ช่วงวันหยุดติดต่อกันหลายวันในวันสงกรานต์ ถือเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญที่สมาชิกทุกคนในครอบครัวจะได้ใช้เวลาทำกิจกรรมดีๆ ร่วมกัน วิธีการสร้างความสุขในครอบครัวเป็นสิ่งที่ไม่ยาก เริ่มจากข้อหนึ่ง ทำกิจกรรมร่วมกัน อย่างทำบุญตักบาตร ทำอาหารรับประทานด้วยกัน ซึ่งการทำกิจกรรมร่วมกันจะเป็นการเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิกในครอบครัว ส่วนข้อสอง งดอบายมุข ทั้งดื่มเหล้าและเล่นการพนัน แล้วหันมาทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์แทน อย่างร่วมกันทำความสะอาดบ้าน ปิดท้ายที่ข้อสาม การสื่อสารที่ดี คือ สมาชิกทุกคนในครอบครัวต้องมีการสื่อสารที่ปรารถนาดี เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ความเอื้ออาทรต่อกัน พูดคุยและแสดงออกแต่เรื่องดีๆ ยึดหลักง่ายๆ ที่ว่า ลูกรักพ่อแม่อย่างไรก็แสดงออกมาเช่นนั้น อย่างการกอด หอมแก้ม เพราะการสัมผัสจะช่วยให้ทั้งผู้ใหญ่และเด็กมีความรัก เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีของสมาชิกในครอบครัวให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

ช่วงเวลาในวันหยุดจะมีค่ายิ่งขึ้น หากสมาชิกทุกคนในครอบครัวใช้ทุกนาทีให้มีค่า มีคุณภาพเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ความเข้าใจต่อกัน สังคมก็จะมีแต่รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความรัก

 

* * * * * * * * * * * * * * * * *

พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ สมาคมคนพิการ

1404511148

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ วันที่ตอบ 2008-04-14 11:37:17 IP : 124.121.138.134


ความคิดเห็นที่ 5 (2130400)

 

สุขภาวะครอบครัวไทย...ไร้คำตอบ?


ครอบครัวเป็น 1 ใน 2 คำตอบใหญ่ที่วงการประชุมสัมมนาระดับต่างๆ ระบุว่าปัญหาสังคมทุกเรื่องต้องกลับมาเตรียมการคือท้องถิ่นต้องเข้มแข็ง (Empowerment) และครอบครัวต้องอบอุ่น (Warm)

อย่างไรก็ตาม ทั้งครอบครัวและท้องถิ่นแทบไม่มีใครเข้ามาช่วยมากนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวไทยในยุคมาตรฐานโลกาภิวัตน์ (Global Standard) และครอบครัวเปราะบางที่นับวันจะเห็นสภาพการณ์และปัญหารุนแรงขึ้นทุกขณะจนยากแก่การเยียวยาแก้ไขได้

ครอบครัวชนชั้นกลางขึ้นไปจะตกอยู่ภายใต้มาตรฐานโลกาภิวัตน์ เป็นครอบครัวเดี่ยวในยุคไซเบอร์ อินเตอร์เน็ต ไอทีสารสนเทศ ต้องมีบ้าน คอนโดมิเนียม รถยนต์ และอื่นๆ

ครอบครัวแบบนี้จะคำนึงถึงรายได้ ตำแหน่ง หน้าที่การงาน การแข่งขัน การเข้าสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น ทำงานหนักทั้งชายหญิง พ่อบ้านต้องตีกอล์ฟ ตรวจราคาหุ้น เข้าอินเตอร์เน็ต พูดได้หลายภาษา

แม่บ้านต้องออกทำงานเฉกเช่นพ่อบ้าน มีรสนิยมทางสังคม การแต่งกายรูปร่างหน้าตาสวย ทันสมัย โปร่งบาง ชอบการท่องเที่ยว นิยมทานอาหารนอกบ้าน ทำกับข้าวไม่เก่ง ชอบช็อปปิ้งในห้างหรูดัง

ลูกหลานเด็กในยุคนี้เป็น Generation Click อ้วนเพราะกินอาหารฟาสต์ฟูด ขนมก๊อบแก๊บ ดื่มน้ำอัดลม ออกกำลังกายน้อย ไม่ค่อยทานผักและผลไม้ อดทนต่ำ สมาธิสั้น แต่มีระบบแยกแยะข้อมูลกิจกรรมข่าวสารเป็นเยี่ยม

ตาดูเน็ตเพื่อทำรายงานการบ้าน ชำเลืองดูรายการโปรดทางเคเบิลทีวี หูฟังไอพอด มือขวาคลิกเมาส์ มือซ้ายตักอาหารเข้าปาก ทุกกิจกรรมรับสารได้ภายใน 1 นาที แยกแยะคำสั่งได้ คุณแม่สั่ง "ทำการบ้านให้เสร็จ" ลูก "กำลังทำอยู่" คุณแม่ "ทานข้าวหรือยัง" ลูก "กินอยู่" คุณแม่ "ปิดทีวีดูหนังสือ" ลูก "แป๊บนึง"

ปฏิสัมพันธ์พ่อแม่ลูกน้อยลง เวลาที่อยู่ด้วยกันลดลงตามลำดับ วันสุดสัปดาห์ พ่อแม่ลูกไปห้างสรรพสินค้าพร้อมกับฆ่าเวลาไปกับการจับจ่ายช็อปปิ้งสินค้าหลากหลายที่มีโปรโมชั่นลด แลก แจก แถม แข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตาย

นี่คือวิถีชีวิตคนเมืองที่ครอบครัวขนาดเล็กลง มีเวลาให้ลูกสั้น เลี้ยงลูกไม่เป็น และดำเนินชีวิตภายใต้มาตรฐานโลกาภิวัตน์มากขึ้นตามลำดับ

ครอบครัวระดับล่าง หาเช้ากินค่ำรายได้ต่ำแต่มีค่าใช้จ่ายสูง ครอบครัววัยรุ่นเป็นแนวโน้มเกิดขึ้นมาก ไร้ทิศทาง เปราะบางด้วยความไม่พร้อม รุนแรง และเลิกราหย่าร้างง่าย

สูตรอายุ 14 : 28 : 42 คือ ภาวะครอบครัววัยรุ่นที่น่าตกใจยิ่ง แม่เด็กวัยรุ่น : ย่าหรือยาย : ทวดหรือชวด มีให้เห็นในระดับอายุต่ำลงทุกที มีการทะเลาะวิวาท ใช้กำลังในการทำร้ายร่างกาย ใช้เงินในการดื่มสุรา สูบบุหรี่ เล่นการพนันไม่น้อย เกิดอาการวิตกกังวลสูง เครียด รู้สึกถูกทอดทิ้ง กดดัน สุขภาพจิตเสื่อม บางคนคิดหนีออกจากบ้านและคิดฆ่าตัวตาย

โครงสร้างครอบครัวระดับล่างล้วนเกิดจากความเหงาต้องการเพื่อน มีเพศสัมพันธ์จากภาวการณ์กระตุ้นรอบข้าง สื่อลามกอนาจาร การชักชวนตามค่านิยมในกลุ่มเพื่อน

แนวโน้มของครอบครัววัยรุ่นเมื่อตนเองมีลูกย่างเข้าสู่วัย 12-15 ปี จะมีเพศสัมพันธ์เร็วและมีครอบครัวง่ายเร็วเหมือนตนเองแทบทุกอย่าง ส่วนใหญ่ครอบครัวแบบนี้ไม่ยั่งยืนอยู่กับประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี ก็ทะเลาะแยกย้ายกันไปหาคู่ใหม่ มีลูกติดนำไปสู่ปัญหาครอบครัวเปราะบางไม่มีที่สิ้นสุด

สังคมไทยยังมีปัญหาครอบครัวอื่นๆ ที่เกิดขึ้นมาก ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวที่ลูกอยู่กับแม่หรือพ่อตามลำพัง ครอบครัวไฮโซที่พกบัตรเครดิต 4-5 ใบ ขับรถสปอร์ต ควงดารานักร้อง อัพยาเสพติด เที่ยวกลางคืน ไม่เรียนหนังสือ ครอบครัวเร่ร่อนที่อยู่ตามใต้สะพาน สวนสาธารณะ สนามหลวงชุมชนแออัด ตลาดสดที่ขาดโอกาสแทบทุกด้าน ยากจนดูแลบุตรหลานตามยถากรรม เป็นต้น

กล่าวได้ว่าสังคมไทยในภาพรวมเกือบครึ่งในสถานการณ์ที่ปกติ มีสุขภาวะตามสมควรแต่ในอีกครึ่งค่อน ผู้เขียนเชื่อว่ามีแนวโน้มไร้สุข ทุกข์ กดดัน และเปราะบางมากขึ้นทุกที

การสร้างสุขภาวะในครอบครัวทุกระดับจำเป็นต้องมีนโยบาย วิสัยทัศน์ กฎหมายและนวัตกรรมทางสังคมที่จะเข้ามาเยียวยาครอบครัวไทยให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น ในความคิดเห็นของผู้เขียน มุมมอง การคิดนอกกรอบ การขับเคลื่อน "สุขภาวะครอบครัวไทย" ควรมีการดำเนินการในเรื่องต่อไปนี้

1.
การมีนโยบายวาระแห่งชาติ วันอาทิตย์เป็นวันหยุดครอบครัว การมีกิจกรรมทำร่วมกัน การทัศนศึกษามีโครงการ กิจกรรม พื้นที่ดี สนามกีฬา สวนสาธารณะ ทัวร์ 9 วัด ท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรม ส่งเสริมประชาชนให้ร่วมกิจกรรมด้วยการลดราคา 30-50% การหักหย่อนภาษี และอื่นๆ

2.
ครอบครัวที่สามีภรรยาต้องออกทำงานนอกบ้าน ต้องเปลี่ยนการมีเวลาให้กับครอบครัวและสมาชิกมากขึ้น กิจกรรมงานบ้านไม่แบ่งแยกเพศแต่เป็นเรื่องช่วยเหลือกัน เป็นวิถีชีวิตปกติ สามีต้องเพิ่มบทบาทล้างจาน ช่วยทำกับข้าว ดูแลบุตรหลาน เป็นช้างเท้าหลังบางขณะ เลิกเที่ยวนอกบ้าน ไม่นอกใจภรรยา เลิกเหล้าบุหรี่ และอื่นๆ ปัญหาครอบครัวส่วนใหญ่ 70% มาจากสามี ผู้ชายมีพฤติกรรมดีขึ้นครอบครัวจะมีสุขภาวะมากขึ้น

3.
การรณรงค์ ผลิตสื่อประสม เพื่อนำสารไปสู่กลุ่มเสี่ยง เด็กวัยรุ่นในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเด็กหลุดจากระบบโรงเรียนให้เข้าใจถึง "ทุกข์ภาวะครอบครัววัยรุ่น" ที่ประสบปัญหานานาเมื่อตั้งครรภ์แต่เยาว์วัย การสูญเสียชีวิตวัยเด็กที่สดใด การออกกลางคัน ความไม่พร้อมดูแลลูกแต่ตัวเองยังเป็นเด็ก การทอดทิ้งหย่าร้าง ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น การผลิตสื่อประสมต้องลงสู่กลุ่มเป้าหมายอย่างเข้มข้นให้กล้าปฏิเสธการมีเพศสัมพันธ์ ความเสี่ยงและอนาคตที่ไม่แน่นอน และการมองอนาคตที่ดีกว่า เป็นต้น

4.
สังคมไทยควรมีสถาบัน "โรงเรียนพ่อแม่" เพื่อให้ข้อมูลองค์ความรู้ที่จำเป็นในการดูแลบุตรหลานของตนเองทั้งก่อนแต่งงานและหลังแต่งงาน คลีนิคช่วยเหลือพ่อแม่ลูกในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน การสร้างทักษะชีวิต การรู้จักบริหารความขัดแย้ง การให้อภัยซึ่งกันและกัน

เป็นต้น

ขอฝากรัฐบาลชุดนี้ช่วยกลับมาดูนโยบายภาคสังคม คุณภาพของครอบครัวไทยให้มากกว่านี้

ที่ผ่านมาล้วนไปเน้นหนักแต่เรื่องการพิธีรดน้ำดำหัว รณรงค์เมาไม่ขับ การเสียชีวิตช่วงประเพณีสงกรานต์ และอื่นๆ

ครอบครัวไทยที่ผ่านมาจึงก่อตัวแบบไร้ทิศทาง ไร้คุณภาพ และไร้คำตอบที่จะเยียวยาให้ดีขึ้นได้ในระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา

จนสังคมไม่มั่นคงอยู่ในขณะนี้

 

* * * * * * * * * * * * * * * * *

พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ สมาคมคนพิการ

1404511154

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ วันที่ตอบ 2008-04-14 11:42:28 IP : 124.121.138.134


ความคิดเห็นที่ 6 (2137050)

 

ปรับร่างกายสำหรับวัย 50 อัพ

 

 ทุกวันที่ 13 เมษาของทุกปี นอกจากจะเป็นวันสงกรานต์ ยังถูกกำหนดให้เป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติอีกด้วย ถ้าใครที่อายุเริ่มก้าวเข้าสู่เลข 5 ต้องเริ่มปรับตัวเองให้เข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผิวพรรณภายนอก ฮอร์โมนต่างๆ ภายในร่างกาย หรือแม้แต่เรื่องของจิตใจ ต้องเริ่มฝึกปล่อยวางทั้งเรื่องหน้าที่การงานและเรื่องครอบครัว
       
       ปัจจัยเหล่านี้หากผู้มีวัย 50 อัพ ยังไม่เตรียมพร้อมรับมือแล้วละก็ ปัญหามากมายทั้งเรื่องสุขภาพกายและสุขภาพใจต้องเข้ามารุมเร้าอย่างปฏิเสธไม่ได้แน่นอน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์
       
       
เพ็ญพิชชากร แสนคำ นักกายภาพบำบัดจากสถาบันปรับโครงสร้างร่างกายอริยะ มี 7 วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้ปรับตัวเองตั้งแต่วันนี้ โดยเริ่มจากกิจวัตรประจำวันของคุณเองดังต่อไปนี้
       
       1.ตั้งสติก่อนลุกจากเตียง เมื่อตื่นขึ้นมา อันดับแรกห้ามเด้งตัวขึ้นมาจากที่นอนทันทีเด็ดขาด เสี่ยงมากต่อการปวดหลังปวดคอ ควรชันเข้าขึ้นมาฝึกหายใจเข้าช้าท้องป่อง หายใจออกยาวๆ ท้องแฟบ สัก 4-5 ครั้ง ตั้งเข่าไว้ บิดเข่าไปซ้ายให้สุด ไปขวาให้สุด ให้ตึงๆ สบายๆ บริเวณก้นและหลังเป็นการซ้อมกล้ามเนื้อและข้อต่อเมื่อลุกขึ้นมานั่ง

 

2.ขยับร่างกายให้เลือดลมไหลเวียน นั่งข้างเตียง เหยียดแขนขึ้นเหนือศีรษะทั้ง 2 ข้างเหยียดไปด้านหลังด้านซ้ายและด้านขวา สัก 2-3 ครั้งแล้วค่อยลุกขึ้นเดิน เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการขยับร่างกายนิดหน่อยเลือดลมจะได้ไหลเวียนดี ข้อก็มีความยืดหยุ่นดีพร้อมที่เคลื่อนไหวโดยไม่มีปวดเมื่อย ให้ระบบอวัยวะภายในได้เคลื่อนไหวจะได้มีการขับถ่าย เพราะปกติของร่างกายต้องมีการขับถ่ายทุกวัน
       
       3.ดื่มน้ำสะอาดสัก 1 แก้ว แล้วขยับแข้งขาด้วยการเดินช้าๆ รอบบ้านสัก 2-3 รอบให้เหนื่อยนิดหนึ่ง มีเหงื่อนิดๆ ก็ถือเป็นการบริหารทั้งระบบกล้ามหัวใจและหลอดเลือดแล้ว แต่ควรระวังหน่อยไม่ควรวิ่ง เพราะวัยนี้แล้วเสี่ยงต่อภาวะเข่าเสื่อม ให้เดินเร็วๆ หรือวิ่งเยาะๆ ก็ดี เลือกรองเท้าที่รับแรงกระแทกได้ดี คลุมได้ทั้งเท้าเพื่อเป็นการกระจายน้ำหนักตัวที่ดี
       
       4.ไม่เน้นแป้งหรือเนื้อสัตว์ พักสักนิดหน่อย แล้วค่อยทานอาหาร ต้องเป็นอาหารมื้อหนักแต่ไม่เน้นแป้งหรือเนื้อสัตว์ วัยนี้ร่างกายจะดึงเอาไขมันหรือแป้งที่สะสมอยู่มาเผาผลาญเป็นพลังงานแทนเพราะฉะนั้น ไม่จำเป็นต้องทานเนื้อสัตว์ อาจได้โปรตีนจากถั่ว และงา ข้าวซ้อมมือแทนจะดีมากๆ เน้นผักสดๆ ที่มีตามฤดูกาล ไม่ต้องผ่านความร้อน อันนี้คงคุณค่าทางโภชนาการแบบสุดๆ
       
       5.จัดเวลาขจัดความเครียด หากยังต้องทำงานก็ต้องรู้จักจัดการเวลาให้เหมาะสม ให้เวลากับตัวเองมากๆ ไม่ควรเก็บงานมาเครียดให้มากเกินไป บอกตัวเองเสมอว่าถ้าหนักเกินไป ตัวเราไม่ไหวศักยภาพในการทำงานย่อมน้อยลง และก็ไม่คุ้มกันหากวันหนึ่งเราใช้ร่างกายมากเกิน จนอวัยวะบางอย่างเสียหรือเสื่อมลง จะได้เงินมามากขนาดไหนหากเป็นไปแล้วยากเหลือเกินที่จะทำให้กลับมาได้สภาพเดิม เสียทั้งเงิน ทั้งเวลา ทังสุขภาพจิตและสุขภาพกาย
       
       6.ต้องมีสติอยู่ตลอดทุกลมหายใจ ไม่ว่าจะคิดจะทำอะไรก็ต้องรู้เท่าทันตัวเอง ทำงานจิตใจก็อยู่กับงาน จะยืนก็ยืนอย่างมีสติ ไม่หลังค่อมไม่แอ่นพุง นั่งตัวตรง เดินอย่างมีสติ ก็เป็นการระวังตัวเองจากอุบัติเหตุทั้งเล็กน้อยและใหญ่เพราะหากพลาดไปนิดวัยนี้กระดูกก็จะเริ่มเปาะเสี่ยงต่อหลายเรื่อง เพราะ ฉะนั้นอย่าปล่อยให้ร่างกายทรุดตามอายุเราชอบเข้าใจว่าร่างกายต้องเป็นไปตามวัย แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ทั้งหมดหากเราดูแลตัวเองดีๆ ร่างกายยังคงโครงสร้างที่สมดุลไว้แน่นอน ตรงกันข้ามหากปล่อยร่างกายให้ทรุดไปตามตัวเลขของอายุก็จะทำให้โรคภัยจู่โจมได้หลายโรค ความเสื่อมของร่างกายก็จะทรุดลงเรื่อยๆ และเร็วด้วย
       
       7.เวลาดี 4 ทุ่ม ตี 4 วัยนี้ต้องพักผ่อนให้มาก ไม่นั้นสิ่งที่จะมีผลก็คือเรื่องของระบบต่างๆ ของร่างกายจะแปรปรวน ทั้งฮอร์โมน เลือดลม ฯลฯ เวลาที่เป็นเวลาพักของร่างกายจริงๆก็อยู่ที่ช่วง 4 ทุ่ม-ตี 4 เพราะฉะนั้นต้องเข้านอนให้เร็วแล้วตื่นเช้าๆ มารับอากาศให้ปอดได้อากาศดีๆ ได้พลังชีวิต
       
       
แค่นี้เองกับการมีสุขภาพดี แต่ไม่ใช่แค่ออกกำลังกายอย่างเดียว กำลังจิตก็สำคัญยิ่ง ขอวันละสัก 5-10 นาทีในการฝึกตามรู้จิตของตัวเอง อาจจะเป็นก่อนนอน หรือเช้าตรู่ก็ได้เป็นการเพิ่มพลังให้กับชีวิต ไม่จำเป็นต้องรอไปเข้าวัด ต้องทำให้เป็นเสมือนกิจวัตรอย่างหนึ่ง เพื่อการมีสุขภาพที่ดีที่แข็งแรงทั้ง ร่างกายและจิตวิญญาณ

* * * * * * * * * * * * * * * * *

พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ

นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล

โทร. 02-990-0331

http://www.apdi2002.com

http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ สมาคมคนพิการ

1504511212

ผู้แสดงความคิดเห็น พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ วันที่ตอบ 2008-04-15 12:00:39 IP : 124.121.138.215



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.